
คำนึงความรู้สึกเด็ก
คำนึงความรู้สึกเด็ก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 9พ.ย.2558
กลายเป็นเรื่องสะท้อนสังคมกับกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหญิงวัย 32 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ที่ก่อเหตุลักพาตัวทารกเพศหญิงที่โรงพยาบาลขอนแก่น ไปเลี้ยงเป็นลูกนานกว่า 4 ปี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 พร้อมประกาศตัวจะทำทุกวิถีทางที่จะนำหนูน้อยวัย 4 ขวบในวันนี้ กลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งไม่ว่าจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ก็ยอม ขณะที่แม่แท้ๆ ก็ระบายความอัดอั้นตันใจในความทุกข์ทรมานที่ผ่านมา ต้องเสียผู้เสียคน ต้องพึ่งยาคลายเครียดที่ต้องพลัดพรากจากลูก แถมยังถูกสังคมประณามต่างๆ นานา บ้างก็ว่า ขายลูก บ้างก็ว่ายกลูกให้คนอื่น ไม่มีใครเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่จะเจ็บแค่ไหน และพร้อมต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกที่เธอได้เห็นหน้าเพียงแค่ 2 วันกลับสู่อ้อมอกแม่ที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง
สังคมไทยเราอาจจะเคยได้ยินเรื่องแม่ทิ้งลูก ขายลูก การลักเด็กเพื่อนำไปขายต่อให้ชาวต่างชาติ นำตัวไปขอทาน หรือขายอวัยวะ เหล่านี้เป็นต้น หลายเหตุการณ์จากนวนิยาย ไม่ว่าจะเป็นการสับเปลี่ยนลูกคนรวยกับคนจน หรือเอาลูกตัวเองมาทิ้งไว้หน้าบ้านเศรษฐีทำนองนี้ ถูกนำมาจัดสรรปั้นแต่งเป็นละครให้ดูกันเพลิดเพลินอารมณ์ แต่ใครจะคิดว่าในชีวิตจริงจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เรื่องของคดีความก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่การลักทรัพย์ แต่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์และความผิดอาญาอื่นๆ อีกมาก กรณีนี้ไม่สามารถกล่าวอ้างถึงการแท้งบุตรหรือการเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างดี ดูแลเสมือนลูกแท้ๆ เพื่อนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ เนื่องจากเป็นการพรากลูกของบุคคลอื่นไป เป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่อาจยอมความได้
สิ่งสำคัญในขณะนี้อยู่ที่ความรู้สึกของหนูน้อยวัย 4 ขวบ ที่วันนี้ต้องเผชิญกับภาระหนักอึ้งโดยไม่รู้ตัว อาจจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่ง พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ชี้แนะว่า อาจจะเริ่มถามหาแม่ที่เลี้ยงมา หรือที่อยู่ คนรู้จัก ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อธิบายความผ่านเรื่องเล่าหรือนิทาน เพื่อให้เด็กทราบว่าเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ และกำลังจะเป็นไปอย่างนี้ ต้องให้ข้อมูลที่ดีที่สุดและรับรู้ได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจดี เด็กมีแม่ 2 คน คนหนึ่งคลอดออกมา อีกคนเลี้ยงดูมา แต่ทั้งสองคนรักเธอมากๆ ต้องค่อยๆ เตรียมข้อมูลให้เด็ก และดูปฏิกิริยาของเด็ก แต่ที่ดีที่สุดทั้งสองฝ่ายควรตกลงกันให้ชัดเจน
เรื่องทางกฎหมายคงไม่ใช่จุดจบของความสะเทือนใจครั้งนี้ แม้ว่าแม่ผู้ให้กำเนิดและต้องทรมานจากการพลัดพรากจากลูกมากว่า 4 ปี จะได้รับลูกกลับคืนมาตามสิทธิ์แล้ว แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวเด็กที่ถูกแม่อีกคนนำมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะจนถึง 4 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เริ่มกระบวนการจำ มีความสัมพันธ์ ความผูกพันเกิดขึ้น แล้วจะทำตัวอย่างไรกับคนแปลกหน้าที่แม้จะให้ความรักความอบอุ่นไม่แตกต่าง แต่ดูจะแปลกตากับสังคมรอบข้างที่หนูน้อยพบเห็นอยู่ทุกๆ วัน สุดท้ายอาจจะเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับเด็กที่ผ่านชีวิตมาแค่ 4 ปี ที่ต้องตัดสินอนาคตตัวเอง หากเลือกที่จะอยู่กับแม่ที่แท้จริงก็จะต้องเตรียมความพร้อมของครอบครัว หรือถ้าจะให้อยู่กับครอบครัวที่เลี้ยงดูมาก็ต้องให้อยู่ในระบบอุปถัมภ์ ที่สำคัญคือการทำความเข้าใจกับเด็กให้เข้าใจเรื่องนี้เมื่อตอนโต และอย่ายัดเยียดความรู้สึกเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับเด็ก



