
นอมินีเกิดได้แต่ยาก
นอมินีเกิดได้แต่ยาก : ขยายปมร้อน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิสำนักข่าวเนชั่น
ระบบการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ออกแบบโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากฝ่ายการเมือง และนักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการที่จะทำให้เกิดรัฐบาลผสม จนทำให้ขาดเสถียรภาพ และการที่อาจจะไม่ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนที่เลือกตั้งได้
นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังอาจมีจุดอ่อนประการสำคัญอีกอย่างคือ อาจเปิดให้พรรคการเมืองใหญ่ที่หวั่นว่าจะเสียคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ สร้าง “พรรคนอมินี” ขึ้นมา เพื่อรองรับกรณีที่พรรคของพวกเขาได้รับคะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง
ตามระบบใหม่นี้จะมีคะแนนเฉพาะของผู้แพ้เท่านั้นที่ถูกนำไปคำนวณเพื่อหา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งนั่นจะเท่ากับทำให้พรรคที่ได้รับการเลือกตั้งในระบบเขตจำนวนมาก เสียเปรียบในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งหากพวกเขาต้องการที่จะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ หรือเกิดความไม่เสียเปรียบในทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะหาหรือจัดตั้งพรรค “นอมินี” ขึ้นมา
โดยนอมินีที่ว่าจะมีทั้งในลักษณะ “พรรคลูก” ที่จัดตั้งโดย “พรรคแม่” เอง หรือเป็นไปในลักษณะ “พรรคพันธมิตร” ที่มีสัญญาใจกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าจะร่วมงานกันหลังเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกเปิดขึ้นโดยนักวิชาการอย่าง “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ “ยุทธพร อิสรชัย” อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แม้เรื่องนี้หลายคนก็ยอมรับตรงกันว่าเกิดขึ้นได้ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
โดย “เจษฎ์ โทณะวณิก” คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มองว่า ไม่ว่าระบบไหนก็มีสิทธิเกิดนอมินีได้ แต่ว่าระบบกาครั้งเดียว แล้วไม่เอาคะแนนที่ 1 ไปนับรวมเป็นบัญชีรายชื่อ คนที่จะมาเป็นนอมินี ย่อมมีความเสี่ยง
ความหมายของ “เจษฎ์” นั้นต้องการชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้มีสิทธิกาบัตรได้ครั้งเดียว ย่อมหมายความว่าสิทธิในการได้รับคะแนนจากผู้เลือกตั้งจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น หากเลือกใครแล้วอีกคนย่อมไม่ได้คะแนนในส่วนนี้ ดังนั้นถ้ามีการโอนคะแนนก็ย่อมหมายความว่าพรรคหลักเองก็จะมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเลือกตั้งในระบบเขต
ดังนั้น พรรคนอมินี ซึ่งไม่แน่ว่าหากยอมแล้วจะได้รับคะแนนเลือกตั้งมาเท่าไหร่ เพราะก็มีความเป็นไปได้ที่ฐานคะแนนของพรรคหลักจะไม่มีคะแนนมาถึง ยิ่งไปกว่านั้นหากมองผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะปัจเจกชนผู้มีอิสระในการเลือก การโอนคะแนนก็ย่อมเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นแล้วพรรคนอมินีก็จะมีความเสี่ยงไม่น้อย
ขณะที่พรรคใหญ่เองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะเมื่อพรรคนอมินี หรือพรรคพันธมิตรของเขาได้รับเสียงจนมีจำนวน ส.ส. ในระดับหนึ่ง ก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะยังคงอยู่ด้วยกันตามสัญญา
นอกจากนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถูกถามย้ำถึงเรื่องนี้เขาก็บอกว่า “ยังนึกไม่ออกว่านอมินีจะตั้งได้อย่างไร เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนจะอยากให้เขาได้รับเลือกตั้ง เพราะเมื่อแบ่งไปแบ่งมาคนอื่นก็อาจเอาไปกินได้ กรณีเว้นแต่สามารถเอาประชาชนเข้าแถวแล้วตัดตอนเสียง เพราะพอแล้วเท่านั้น ประเด็นนี้ หากจับไม่ได้ ก็ต้องยกให้เขาไป”
เอาเข้าจริงแล้วเรื่องพรรคนอมินี ถือเป็นเรื่องที่เอาผิดยาก เพราะหลักฐานที่ชัดเจนนั้นไม่มี และบางครั้งเจตนารมณ์ในการร่วมงานทางการเมือง ก็ถือเป็นจุดยืนท่าทีของพรรคการเมืองที่ย่อมเสนอได้เพื่อเป็นจุดขายให้ประชาชนเลือก
และที่สำคัญเราต้องเชื่อใจ และเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ว่าเขาย่อมมีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกแบบใดแบบหนึ่ง แต่ที่หลายคนกังวลเรื่องพรรคนอมินี เพราะไม่เชื่อมั่นในพื้นฐานของประชาชน โดยเชื่อเพียงว่า “คะแนนเสียง” เป็นสมบัติของพรรคใดพรรคหนึ่ง และพวกเขาสามารถโอนให้กันได้ โดยไม่เชื่อมั่นว่าประชาชนจะลงคะแนนอย่างมีเหตุมีผล
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะออกแบบการเลือกตั้งให้ตอบสนองเจตนารมณ์ที่ถูกต้องของประชาชน ไม่ใช่มาไล่ปิดรูรั่วที่อยู่ภายใต้พื้นฐานความไม่เชื่อใจเจ้าของอธิปไตย



