
สีไม่สำคัญเท่าเสียงส่วนใหญ่
03 พ.ย. 2558
สีไม่สำคัญเท่าเสียงส่วนใหญ่ : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558
คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ว่า "ถ้าไม่สงบเรียบร้อย ผมก็อยู่ต่อ จะปิดประเทศก็ต้องปิดกันไป ถ้าเอามวลชนมา แกนนำต้องโดนก่อน โดยเฉพาะคนที่พูดมาก ผมมีอำนาจอยู่ วันนี้แม่น้ำ 5 สาย ต้องร่วมกันทำงาน ถ้าตายต้องตายตกไปตามกัน แต่อยากให้สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันนำประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง” ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังคิดแผนการอะไรที่อยู่นอกเหนือไปจากโรดแม็พคืนประชาธิปไตย และการเลือกตั้งทั่วไปให้คืนสู่ประเทศหรือไม่ ซึ่งแม้ว่าต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาอธิบายว่า กรณีที่ว่าจะไม่เกิดขึ้นได้ง่ายตราบเท่าที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกินควบคุม
คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มีกระแสข่าวว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้นัดแนะกันใส่เสื้อแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อแสดงพลังสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ต้องสู้คดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบคดีทุจริตจำนำข้าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ใส่เสื้อแดงโพสต์ภาพในทำนองเชิญชวนแสดงออก ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ย่อมยากที่จะคิดเป็นอื่นไป นอกเสียจากความพยายามแสดงความมีอยู่ของ "สี” หรือฝ่าย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลุ่มการเมืองที่เคยเป็นคู่ขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ แม้ว่าในเวลานี้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความเหนียวแน่น นั่นจึงเป็นเรื่องชวนให้สังคมไทยรู้สึกวิตกกังวลกับอนาคตประเทศชาติว่าจะเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ลั่นวาจาออกมาหรือไม่
การแสดงออกของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และอดีตแกนนำเพื่อไทยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ด้วยการสวมใส่เสื้อแดง และโพสต์ภาพ และข้อความวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดีย แม้ว่าดูคล้ายกับจะเป็นการเดินเกมการเมืองแบบ "ใต้ดิน” เพื่อหลบเลี่ยงการกระทำความผิดเรื่องการชุมนุมทางการเมือง หรืออีกนัยหนึ่งอาจเป็นเพราะแรง "แผ่ว” ของคนเสื้อแดงอย่างที่บางฝ่ายได้วิเคราะห์เอาไว้ กระนั้นก็ตาม นอกจากการแสดงออกของแกนนำที่เป็นนักการเมือง ผู้ออกมาสวมเสื้อแดงอย่างที่ปรากฏ ก็น่าสนใจอย่างลงลึกว่า แท้จริงแล้ว "ปฏิกิริยา” จากกลุ่มพลังมวลชนนั้นยังดำรงอยู่ เพียงแต่รอเวลาหรือสัญญาณของการเคลื่อนไหวครั้งใหม่หรือไม่
ไม่ว่าคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีความหมายเพียงเพื่อปรามการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคู่ขัดแย้ง หรือว่า มีนัยสำคัญบ่งบอกถึงเจตนาที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปตราบเท่าที่เห็นว่า ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น การเมืองยังไม่นิ่งพอก็ตาม แต่คำพูดว่า อาจจะถึงขั้นปิดประเทศนั้น ย่อมไม่ส่งผลดีต่อคำมั่นสัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำำหลายครั้งว่า ทุกอย่างจะดำเนินไปตามโรดแม็พการคืนอำนาจ เพราะถึงที่สุดแล้ว สถานการณ์ ณ เวลานั้นจะเป็นเงื่อนไขกำหนด และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ แม้จะเป็นรัฐบาลทหาร มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่มีคสช. ซึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์เอง หนุนหลังอยู่ แต่รัฐบาลก็ไม่อาจปิดหูไม่ยอมรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของสังคมเลยได้ เพราะถึงอย่างไร กลุ่มคนที่จะบอกว่า อนาคตของชาติบ้านเมือง จะก้าวเดินไปอย่างไรนั้นก็คือเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดิน



