คอลัมนิสต์

ลดเรียนเพิ่มรู้

ลดเรียนเพิ่มรู้

02 พ.ย. 2558

ลดเรียนเพิ่มรู้ : โดยวิธีของเราเอง โดบไพฑูรย์ ธัญญา

            เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะได้ฤกษ์ดีเดย์ในภาคเรียนที่สองของปีการศึกษา 2558 สำหรับนโยบายคืนความสุขให้นักเรียน หรือโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” โดยจะเริ่มปฏิบัติกันจริงในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน รัฐบาลทหารก็ดี ตรงที่สั่งปุ๊บก็ทำปั๊บ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

            แต่ก็ต้องชมกระทรวงศึกษาธิการโดยท่าน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้เวลาไม่นานนักสำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปการศึกษาของไทย สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลผุดนโยบายนี้ขึ้นมาก็คือ ผลสัมฤทธิ์ที่ของเด็กไทยเริ่มส่อเค้าว่าจะสู้ต่างประเทศไม่ได้ กับอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผลผลิตของผู้จบการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เรียกว่าผลิตออกมาแล้วเอาไปใช้งานอะไรไม่ค่อยได้

            ในเอกสารคู่มือที่กระทรวงศึกษาฯ จัดทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ครูและโรงเรียน กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายนี้ว่า การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นกรอบวิสัยทัศน์ด้านการศึกษา เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมเข้าสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีแนวคิดสำคัญว่า จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของจิตสำนึกต่อโลก ความรู้พื้นฐานการประกอบสัมมาอาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านพลเมือง สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิตที่ใช้ได้จริง การเตรียมการในเรื่องก็คือ การเตรียมเด็กไทยของเราให้พร้อมรับมือและเผชิญหน้ากับชีวิตในโลกยุคใหม่นั่นเอง

            อ่านดูก็ต้องยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งเราก็ยอมรับได้ว่า การศึกษาไทยที่ผ่านมานั้น ถอยหลังเข้าคลองอย่างน่าเป็นห่วง สัดส่วนของงบประมาณที่ทุ่มเทลงไป กับผลตอบแทนในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา มันผกผันกันอย่างไม่น่าเชื่อ พูดแบบภาษาเฟซบุ๊กก็ต้องว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง” จะมาโดยอะไรก็แล้วแต่ แต่เราก็มาถึงจุดที่ย่ำแย่กันแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษาพื้นฐาน ระดับมัธยมไปจนถึงระดับอุดมศึกษา

            หลักการสำคัญของนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เขาบอกไว้เป็นแนวทางปฏิบัติว่า จะลดเวลาเรียนวิชาการลง คือให้เรียนถึงบ่ายสองโมง ส่วนเวลาที่เหลือก่อนจะกลับบ้าน นักเรียนยังคงอยู่ที่โรงเรียนต่อไป แต่ โรงเรียนจะต้องจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้นักเรียนปฏิบัติ อย่างหลากหลาย โดยเน้นไปที่กิจกรรมซึ่งช่วยเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม ที่สำคัญควรมีกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง เพราะแนวคิดนี้เชื่อว่าเด็กทุกคนมีความพิเศษในแบบฉบับของตนเอง ส่วนการจัดกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเปิดให้เฉพาะห้องเดียวกัน หรือระดับชั้นเดียวกัน บางกิจกรรมสามารถศึกษาหรือทำร่วมกันหลายระดับชั้นได้ เพื่อให้เด็กๆ รู้จักปรับตัว การช่วยเหลือดูแลกัน การมีปฏิสัมพันธ์กับคน หลายช่วงวัย โดยเป็นการจำลองสภาพจริงในสังคม ให้เด็กได้เรียนรู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาให้แก่เด็กไทยต่อไป

            ว่ากันอย่างมีเหตุผล และไม่ได้ติเรือทั้งโกลน หลักคิดข้างต้นก็ถือว่า น่าจะสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ คือภาวะการศึกษาที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า เป็นการศึกษาแบบหมาหางด้วน กระบวนการบ่มเพาะและผลิตคนของเรามันออกมาแบบบิดๆ เบี้ยวๆ อย่างไรพิกล สังคมของเราจึงมีปัญหามากมายอย่างที่เห็น เพราะทรัพยากรมนุษย์ของเราไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ บุคลิกภาพ คุณธรรมและจริยธรรม จะไปโทษว่าแนวคิดในการจัดการศึกษาของเราที่ผ่านมาได้ได้เรื่องก็คงไม่ถูก แต่ปัญหาของการศึกษาไทยมันอยู่ที่ “แม่ปู” มากกว่า “ลูกปู” ถ้าแม่ปูเดินไม่ตรงทาง จะให้ลูกปูเดินตรงได้อย่างไร

            ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวคราวเรื่องนี้ คงไม่ปฏิเสธและตั้งข้อสงสัยกับแนวคิดและหลักการของนโยบาย แต่สิ่งที่สงสัยน่าจะเป็นข้อห่วงใยที่ว่า เมื่อลงไปสู่ระดับปฏิบัติแล้ว มันจะบรรลุผลตามเจตนารมณ์ของนโยบายหรือไม่ ในเมื่อกลไกหรือฝ่ายปฏิบัติของเรายังมีปัญหาหลายเรื่อง เป็นต้นว่า การที่ครูไม่มีเวลาให้นักเรียน และผู้บริหารเองก็มัวไปออกไป “บริหาร” นอกโรงเรียนมากเกินไป อย่าลืมว่า การ “เพิ่มเวลารู้” ให้แก่นักเรียนนั้น ครูต้องเตรียมกิจกรรมอย่างหลากหลาย เผลอๆ อาจหนักกว่าเตรียมสอนด้วยซ้ำไป แล้วครูของเราก็อาจไม่คุ้นชินกับการทำงานแบบนี้

            ที่พูดนี่ก็ไม่ได้ตั้งหน้าโทษครู ซึ่งเป็นกลไกระดับปฏิบัติการฝ่ายเดียว เพราะเท่าที่ได้ติดตามการทำงานของกระทรวงศึกษาฯ ในเรื่องนี้ก็ถือว่า รัดกุมและมีมาตรการหลายอย่างออกมารองรับ เช่น มีทีมงานพิเศษออกไปช่วยให้คำแนะนำ รวมถึงคู่มือ “บริการจัดการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่พิมพ์ออกมาเผยแพร่ให้ผู้บริหารและครูผู้สอนไว้เป็นแนวทางนั้น ก็ได้กำหนดไว้อย่างละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน แถมมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ขอเพียงแต่ระดับผู้บริหารและระดับปฏิบัติศึกษาให้ชัดเจน และทำกันจริงๆ ก็น่าจะเห็นผล

            ที่สำคัญทั้งครูและผู้บริหารเองก็ต้อง “ลดเวลาทำกิจกรรมไร้สาระ เพิ่มเวลาในการเตรียมสอน เตรียมกิจกรรม” ให้มากขึ้นเช่นกัน.