คอลัมนิสต์

สถานการณ์ของ‘สะพาน’

สถานการณ์ของ‘สะพาน’

02 พ.ย. 2558

สถานการณ์ของ‘สะพาน’ : ขยายปมร้อน โดยอนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna) สำนักข่าวเนชั่น

            ผ่านไปแล้วกับการประชุมร่วมแม่น้ำ 5 สาย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเป็นผลให้แม่น้ำ 2 จาก 5 สายนั้นเปลี่ยนรูปแบบไป โดย สปช.ได้เปลี่ยนเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถูกรับไม้ต่อโดย กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สานงานต่อโรดแม็พ คสช.แม่น้ำสายใหญ่

            ในการประชุมนั้น อาจเรียกได้ว่า เป็นการรับฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่ “โชว์เดี่ยว” จัดเต็มให้สมาชิกทั้ง 5 สายนั่งฟังรวดเดียวกว่า 2 ชั่วโมง

            สิ่งที่ “บิ๊กตู่” ได้เน้นย้ำคือ การทำงานของทั้ง 5 ฝ่าย ให้เข้าหาประชาชน ต้องทำงานเป็นทีม และยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อล่องไหลไปสู่ปลายเส้นทางคือ การ “เลือกตั้ง” หลังจากที่การเดินหน้าโรดแม็พของทุกสายแม่น้ำ ก่อนที่จะมีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ “บิ๊กตู่” อาจพอเห็นบทเรียน ข้อบกพร่องของ “เรือแป๊ะ” ให้ต้องเสริม ซ่อมอุดอยู่บ้าง

            สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ในการรวมทีมแม่น้ำ 5 สาย กลับกลายเป็นประโยคคำพูดของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ว่า หากบ้านเมืองไม่มีความสงบ ก็อาจไปถึงขั้นปิดประเทศก็ต้องปิด

            "หากไม่สงบเรียบร้อยผมก็ต้องอยู่ เอางี้ไหม พูดกันให้รู้เรื่องสักที อยู่ที่ท่านนั่นแหละ หากไม่เลิกกันก็อยู่กันอย่างนี้ ปิดประเทศก็ปิดกันไป ซึ่งผมไม่ได้ท้าทาย หากจะเอาประชาชนมา แกนนำจะโดนก่อน คนพูดมากๆ โดนก่อนหมด ผมมีอำนาจของผมอยู่”

            และสิ่งนี้เองก็ทำให้ประโยคของ “บิ๊กตู่” ถูกนำไปโจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหลังจากวันประชุมแม่น้ำ 5 สาย พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเลยจนสิ้นสัปดาห์ ซึ่งแน่นอนประเด็นนี้ต้องถูกนำไปสอบถามให้ผู้นำประเทศชี้แจงอีกครั้ง

            ประโยคนี้ร้อนไปถึงพี่ใหญ่ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ต้องออกมาชี้แจงว่า “บิ๊กตู่” นั้น ต้องการสื่อว่า หากเกิดความรุนแรงจนโรดแม็พเดินหน้าไปไม่ได้ พร้อมกับช่วยดับไฟว่า ไม่ได้มีเจตนาปิดประเทศแต่อย่างใด และขอให้อย่าคิดมากกับเรื่องนี้

            ทั้งนี้ ในการประชุมแม่น้ำ 5 สายที่ผ่านมา “นายกฯ ตู่” ได้เปรียบเปรยว่า “ประเทศเรา เหมือนมีแม่น้ำประชาธิปไตยของทุกท่านขวางอยู่สายหนึ่ง ส่วน คสช.และ กรธ.ที่เข้ามา คือสะพานข้ามน้ำประชาธิปไตยที่ขัดแย้ง บางคนก็พร้อมขึ้นสะพาน บางคนก็อยากลุยน้ำ บางคนก็อยากว่ายข้ามน้ำ แต่ดันว่ายน้ำไม่เป็น เขาจะตายอยู่ข้างล่าง วันนี้ผมอยากให้ทุกคนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำให้ได้ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้ง การแบ่งฝ่ายเกิดขึ้นอีก วันนี้ผมไม่รู้ว่าใครได้หรือเสียอำนาจ แต่ผมไม่ได้อำนาจใดๆ มีแต่ประเทศชาติที่ได้ ผมยืนยันไม่อยากอยู่แบบนี้นานๆ...ผมเปรียบพวกเราได้ว่า เป็นอิฐ หิน ปูน ทราย ที่ต้องร่วมมือกับประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศนี้”

            นอกจานี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้พบหารือกับ “นายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่เข้าเยี่ยมคารวะเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

            การหารือที่ปรากฏออกมาทางหน้าสื่อถือได้ว่าราบรื่น ใช้เวลาร่วมชั่วโมงครึ่ง “นายกฯ” ได้เล่าถึงสถานการณ์การเมืองของไทยที่ผ่านมา แต่ก็บอกว่าไม่ต้องเชื่อสิ่งที่พูดทั้งหมดให้ลองไปศึกษาข้อมูลต่างๆ ดู

            ทูตสหรัฐเองก็ยืนยันว่า ไม่ต้องการกดดันไทย พร้อมเชื่อในความตั้งใจของรัฐบาล พร้อมทั้งยังคงสานต่อความร่วมมือต่างๆ ตามเดิม นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้รัฐบาลมีการเปิดพื้นที่ให้มีการแสดงความคิดเห็นเป็นวงกว้างมากขึ้น

            ทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมานี้เอง ถือว่าสถานการณ์ต่อตัว “นายกฯ” รวมถึง “รัฐบาล” เป็นไปในทางที่เป็นบวก มากกว่าลบ ในการเดินหน้าสร้างสะพานข้ามแม่น้ำประชาธิปไตยอันขัดแย้ง อย่างที่ว่าไว้

            เว้นเสียแต่ว่า จะนำตัวเองเข้าสู่สถานการณ์ที่ลำบากโดยไม่จำเป็น อย่างเช่นคำพูดที่ก่อให้เกิดแรงสะเทือน ถูกหยิบยกไปโจมตีได้ง่ายๆ

            เพราะถึงที่สุด เมื่อ “สะพาน” สร้างเสร็จแล้ว “ประชาชน” ก็คือผู้ตัดสินว่าจะใช้ข้ามหรือไม่