
ทีพีพีกับผลประโยชน์ชาติ
ทีพีพีกับผลประโยชน์ชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2558
ขณะนี้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางมากขึ้นเป็นลำดับ เกี่ยวกับท่าทีของประเทศไทย ต่อความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership-ทีพีพี) ซึ่งมี 12 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก ประกอบด้วย สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู เวียดนาม และสิงคโปร์ โดยสหรัฐซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี พยายามผลักดันให้เกิดการลงนามข้อตกลง ทีพีพีมานานกว่า 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าต้องเกิดบูรณาการทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน การปฏิรูป การสร้างความสอดคล้องในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายไปเมื่อเร็วๆ นี้ จนเกิดคำถามถึงข้อดีข้อเสียหากประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนประเทศที่ 13
มีข้อพิจารณาอยู่ 7 ประเด็นเจรจาในการเข้าร่วมทีพีพีที่ไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเพราะจะลดภาษีในกลุ่มเหลือเท่ากับศูนย์ หรือพูดอีกอย่างก็คือปลอดภาษี แต่อีกฝ่ายก็มองว่าไม่คุ้มค่ากับผลที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากไทยได้ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่มทีพีพีไปแล้วถึง 9 ประเทศ เว้นแต่สหรัฐ แคนาดาและเม็กซิโกเท่านั้นที่ไทยยังไม่มีข้อตกลง คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกไปยัง 3 ประเทศที่เหลือนี้มีแค่ 9% มีสัดส่วนการลงทุน 9.9% แต่ในเวลาเดียวกันไทยจะเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล ที่จะต้องคุ้มครองข้อมูลยาวนานถึง 5-8 ปี ยังผลให้ยามีราคาแพง เช่นเดียวกับการคุ้มครองเมล็ดพันธุ์พืชบางชนิด ซึ่งจะทำให้พันธุ์พืชที่มีสิทธิบัตรแพงขึ้น
ขณะที่ กลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่ ก็แสดงความคาดหวังว่า ไทยจะศึกษาทีพีพี และตัดสินใจบนพื้นฐานความต้องการของตัวเอง และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย ว่านี่คือกลไกที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสหรัฐก็พร้อมที่จะพูดคุย และตอบคำถาม ถ้าเมืองไทยสนใจอยากพูดคุยด้วย และพร้อมที่จะพิจารณาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกรายต่อไป เขาเห็นว่า ทีพีพีเป็นการวิ่งไปสู่จุดสูงสุด อันหมายถึงจะทำให้ทุกประเทศได้ปรับปรุงให้มาตรฐานต่างๆ สูงขึ้น ทั้งในด้านแรงงาน ผลผลิต การสร้างงาน ความมั่งคั่ง และอนาคตที่ดี มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไปจนถึงการลดภาษีการค้าจะตามมาโดยปราศจากการเมือง
ดังที่กล่าวมา เรื่องนี้ถือว่าละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าทูตสหรัฐอเมริกาจะทอดสัมพันธ์ด้วยคำหวานในแบบภาษาทางการทูตอย่างไร ทุกฝ่ายก็จะต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย โดยเฉพาะทรัพยากรอันเกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร ดังที่มีข้อสังเกตจากกลุ่มที่ศึกษาข้อมูลด้านนี้ว่า ถ้าหากประเทศไทยเข้าร่วมทีพีพี นอกจากจะต้องแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรแล้วยังจะต้องแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 อันจะส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพได้โดยไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งต่อไป เกษตรกรไทยก็จะตกเป็นเบี้ยล่างต่างชาติที่ผูกขาดพันธุ์พืชตามสิทธิบัตร แม้เมล็ดพันธุ์นั้นจะเคยเป็นของประเทศไทยมาช้านาน ยังไม่รวมถึงการเปิดเสรีพืชตัดแต่งพันธุกรรมที่จะบีบบังคับให้ไทยต้องพึ่งพิงเมล็ดพันธุ์ต่างชาติทั้งหมด นี่เท่ากับว่า การจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ มีอธิปไตยด้านธัญญาหารเป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว



