คอลัมนิสต์

สสส.กับผลต่อสังคม

สสส.กับผลต่อสังคม

29 ต.ค. 2558

สสส.กับผลต่อสังคม : กระดานความคิด โดยดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

              ขณะนี้สังคมกำลังงุนงงกับข่าวการตรวจสอบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ข่าวมีเนื้อหาที่อ้างลอยๆ หรือสรุปไปก่อนว่ามีการทำงานเกินขอบเขตของกฎหมาย

              สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ” เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจาก สสส.ให้วิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมของ สสส. โดยมี ร็อกกี้เฟลเลอร์ ฟาวเดชั่น ร่วมให้ทุนสนับสนุนในโครงการเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลของแหล่งทุน ไม่เอนเอียงไปทางสสส.การวิเคราะห์มองมิติทางสุขภาพที่กว้างและเกี่ยวพันไปถึงมิติทางสังคม ซึ่งแน่นอนนโยบายทางสุขภาพนั้นเป็นนโยบายสังคมอย่างหนึ่ง

              การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมของโครงการด้านเด็กและเยาวชนที่ สสส.ให้การสนับสนุนนั้น พบว่าทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนให้ผลตอบแทนกลับสู่สังคมประมาณ 7 บาท ทำไมถึงคุ้มค่ามากเช่นนั้น?

              โครงการที่ลงไปสู่เด็กเห็นผลว่าได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ผู้ปกครอง ครู และคนในชุมชน การสำรวจพบว่าเด็กที่เข้าร่วมโครงการมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีขึ้น มีการออกกำลังกายมากขึ้น ผู้ปกครองพอใจกับการใช้เวลาที่เป็นประโยชน์ของเด็ก ชุมชนได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมของเด็ก เด็กได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นดีขึ้น กิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายในโรงเรียน การปลูกผัก การขี่จักรยาน การสำรวจวัดในชุมชน การช่วยกันทำสื่อเผยแพร่ความรู้ในชุมชน กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้สุขภาพกายดีขึ้น สุขภาพจิตก็ดีขึ้น ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ชุมชน ครูกับเด็ก ก็ดีขึ้นด้วย

              ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นตัวอย่างของการ “สร้างเสริมสุขภาวะ” หรือ “สร้างเสริมสุขภาพ” ตามมาตรา 3 ของกฎหมายจัดตั้ง สสส. ที่ให้คำจำกัดความของการ “สร้างเสริมสุขภาพ” ว่า การสร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะทางกาย จิต และสังคม โดยสนับสนุนพฤติกรรมของคน สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่นำไปสู่ร่างกายที่แข็งแรง จิตที่สมบูรณ์ อายุยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการวิเคราะห์ผลตอบแทนในลักษณะนี้ทำกันในหลายประเทศโดยมีต้นแบบจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

              การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมในโครงการที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร, ผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้ผลตอบแทนทางสังคมที่สูง รวมทั้งผลงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น โครงการจัดการความเสี่ยงในการบริโภคน้ำดื่มปนเปื้อนสารตะกั่วในโรงเรียน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ยกเลิกการใช้เครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้สารตะกั่วบัดกรีและจัดหาเครื่องทำน้ำเย็นใหม่ที่ปลอดภัย โครงการยังได้ทำให้เกิดประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคอื่นๆ ตามมาอีกมาก

              ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่เน้นเป้าหมายและมองสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมแบบ สสส. โครงการหลายอย่างอาจจะไม่เกิดหรือเกิดอย่างเชื่องช้าใช้เวลานานหรือเกิดแบบไม่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยากมากในระบบงบประมาณปกติ กิจกรรมในหลายโครงการที่ สสส.สนับสนุนมีลักษณะเดียวกันคือ เป็นการทำงานในเชิงรุก โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงาน และเป็นโครงการที่ระบบงบประมาณปกติจัดสรรเงินให้ไม่เพียงพอหรือไม่ทั่วถึง ที่สำคัญทุกโครงการเกี่ยวข้องกับสุขภาวะของคนไทยในความหมายที่กว้างมากกว่ามิติสุขภาพที่เป็นเชิงกายภาพเท่านั้นและครอบคลุมกว้างกว่าเรื่องเหล้าหรือบุหรี่เท่านั้น

              ทั้งนี้ อาจจะสงสัยว่า การออกมานำเสนอข้อมูลเช่นนี้ เป็นเพราะทีดีอาร์ไอได้รับทุนวิจัยจากสสส. แต่เราก็เคยวิพากษ์ สสส.โดยตรงว่าให้มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อแสดงให้สังคมได้รับทราบว่าสิ่งที่ทำได้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ และมีผลงานคุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชนหรือไม่ ดังนั้น การให้ความรู้แก่สาธารณะในเรื่องสร้างเสริมสุขภาพก็เป็นสิ่งที่สสส.ควรทำมากขึ้น ไม่เช่นนั้นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาวะก็จะยังคงอยู่ในสังคมไทยไปอีกนาน

              ส่วนการตรวจสอบโครงการของ สสส.ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าหน่วยงานราชการอื่นๆ บางครั้งอาจจะมากกว่าเสียด้วย แต่จุดอ่อนของกลไกที่ สสส.ใช้อยู่ก็น่าจะมีอยู่บ้าง และควรปรับปรุงเพื่อให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น โดยสังคมควรมีส่วนในการแนะนำอย่างสร้างสรรค์ และ สสส.ก็ควรที่จะรับฟังและนำไปพิจารณาปรับปรุง

              ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแล้วในวงการสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย มีหลายประเทศให้การยกย่องในการทำงานเชิงรุกของ สสส. และมีหลายประเทศเข้ามาดูงานและเรียนรู้การทำงานของ สสส.

              หากประเทศไทยซึ่งได้พัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพจนเป็นตัวอย่างอ้างอิงในระดับนานาชาติต้องมาหยุดการทำงานเชิงรุกเช่นนี้ลง ก็ไม่ต่างกับการเดินถอยหลังในโลกที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เราควรทำงานในเชิงรุกมากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างสิ่งดีๆ เหลือทิ้งไว้ให้แก่รุ่นลูกหลานบ้างเถิด