คอลัมนิสต์

เข้มโทษใช้โซเชียลมีเดียผิดทาง

เข้มโทษใช้โซเชียลมีเดียผิดทาง

29 ต.ค. 2558

เข้มโทษใช้โซเชียลมีเดียผิดทาง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 29 ต.ค.2558

              การเติบโตของโซเชียลมีเดียมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้เทคโนโลยีจะทำให้การติดต่อสื่อสารและการรับรู้ข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วทันสถานการณ์ แต่ในมุมกลับก็ส่งผลด้านลบในแง่ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือและช่องทางด้านอาชญากรรมจำนวนมากเช่นกัน ดังที่ปรากฏเป็นคดีอยู่เป็นประจำ ทั้งเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องติดต่อค้ายาเสพติด อาวุธปืนเถื่อนผิดกฎหมาย รวมทั้งการขายบริการทางเพศ การล่อลวงทางเพศ ตลอดจนการก่ออาชญากรรมทางการเงิน เช่น หลอกลวงแชร์ลูกโซ่ แชร์ทองคำ ไปจนถึงการลวงเก็งเลขเด็ดสลากกินแบ่งรัฐบาล เหล่านี้ถือเป็นภัยมืดที่มาจากอินเทอร์เน็ตโดยก่อให้เกิดปัญหาสังคม ซึ่งแม้หน่วยงานภาครัฐพยายามป้องกันและปราบปรามแต่ก็ไม่สามารถขจัดไปได้ทั้งหมด

              นอกจากนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กยังกลายเป็นแหล่งกระทำผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ทั้งในรูปการค้าและการเมืองไปด้วย อย่างเช่นกรณีกลุ่มดาราและคนดังโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียลมีเดียจนเป็นปมร้อนที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการสอบสวน เพราะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีข้อสงสัยว่ากระทำกันเป็นขบวนการร่วมกับบริษัทเอกชน เนื่องจากเหล่าดาราร่วมกันรณรงค์โดยพร้อมใจกันโพสต์ภาพคู่ผลิตภัณฑ์น้ำเมากันเอิกเกริก ซึ่งนักแสดงที่ถูกเชิญตัวไปให้ข้อมูลต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ทราบว่ามีกฎหมายควบคุมแบบนี้ด้วย บางคนก็ยืนยันไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย กระทำไปโดยบริสุทธิ์ใจไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำให้เกิดมาตรฐานสังคม

              ภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รณรงค์เพื่อแก้ปัญหาและให้ประชาชนเรียนรู้และเข้าใจข้อกฎหมาย ไม่ให้กระทำผิดหรือตกเป็นเหยื่อของภัยมืดดังกล่าว โดยจัดกิจกรรม “โพสต์ต้องคิด...คลิกเสี่ยงคุก!” พร้อมกำชับด้วยว่าต่อไปจะจับกุมอย่างจริงจัง หมดเวลาอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย โดยรวบรวม 10 พฤติกรรมที่กระทำผิด คือ 1.อัพโหลดรูปลามกอนาจาร 2.ตั้งตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ 3.ตัดต่อภาพนิ่งหรือวิดีโอเผยแพร่ให้เกิดความเสียหาย 4.แอบเซฟขโมยข้อมูลบุคคลอื่น 5.ใส่ร้ายป้ายสีบุคคลอื่น 6.ละเมิดสิทธิแอบเอาไอดีหรือพาสเวิร์ดผู้อื่นไปใช้ 7.แก้ไขหรือลบไฟล์งานบุคคลอื่นจนเสียหาย 8.ส่งอีเมล์ลูกโซ่ 9.ตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเองในโซเชียลมีเดีย หรือกดแชร์ไว้ก่อนไม่เช็กข้อเท็จจริง และ 10.โพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูง

              ปัจจุบันโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน โดยจำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลตลอดเวลา ดังนั้น ต้องมีความตระหนักและไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลพร้อมแยกแยะที่จะเลือกรับในสิ่งที่ดีและปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ดีบนโลกออนไลน์ ประการสำคัญผู้ใช้โซเชียลมีเดียต้องมีการป้องกันตัวเองมากขึ้น ข่าวสารต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องติดตามแต่ในการบริโภคสื่อก็ต้องบริโภคด้วยปัญญา สามารถคิด วิเคราะห์ และพิจารณาถึงผลกระทบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจะเป็นแรงกดดันอีกประการที่ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความระมัดระวังมากขึ้น จะอ้างว่าไม่เจตนาไม่รู้กฎหมายอีกต่อไปไม่ได้แล้ว