
ล้างมาเฟียต้องเท่าเทียม
ล้างมาเฟียต้องเท่าเทียม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 ต.ค.2558
การประกาศล้างมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลเริ่มต้นมาจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เห็นข่าวการยิงไล่ล่ากันโดยเฉพาะคดีที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งมีเครือข่ายโยงใยกับแก๊งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งรัฐบาลได้กำราบไปตั้งแต่ต้นๆ ของการยึดอำนาจแล้ว แต่ยังเล็ดลอดหลงเหลืออยู่ จึงขีดเส้นภายใน 6 เดือนจากนี้ กลุ่มผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศจะต้องหมดไป สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ นี่ไม่ใช่การไล่ล่าแบบนอกกฎหมายแต่เป็นการทำงานตามหน้าที่ของตำรวจโดยตรงไม่ต้องทำบัญชีดำอะไรทั้งสิ้น และไม่ใช่การไล่ล่าทางการเมืองด้วย กลุ่มผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ มือปืนรับจ้างจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างน้อยในช่วงที่เป็นรัฐบาลทหาร และดูเหมือนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตอบรับในทันที จากถ้อยแถลงของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่บอกว่าตำรวจมีรายชื่อมือปืนและเครือข่ายผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศอยู่แล้ว
ที่ผ่านมากลุ่มมือปืนรับจ้าง ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นก็ไม่พ้นเครือข่ายของนักการเมือง มีทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และบางส่วนยังคอยรับใช้คนมีสีเองด้วย ปัญหาที่ผ่านมาก็อยู่ตรงนี้เพราะการเข้าไปกวาดล้างหรือจับกุมมักมีอุปสรรคในเรื่องการข่าว มีการเก็บกวาดและหลบหนีไปก่อน ทำให้องค์กรอาชญากรรมหรือที่เรียกว่าซุ้มมือปืน ยังคงสถานะสร้างความหวาดกลัวและเป็นมือเป็นไม้ให้ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องตีกรอบให้ชัดว่าผู้มีอิทธิพล กินความหมายไปขนาดไหนด้วย นอกเหนือจากการซ่องสุมอาวุธแล้วการร่วมทุจริตคอร์รัปชั่นของบรรดานักการเมืองหรือนักธุรกิจในพื้นที่อยู่ในข่ายด้วยหรือไม่ คำจำกัดความจะเป็นตัวบอกชัดเจนว่าใครควรอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย ระดับปฏิบัติก็คือตำรวจในท้องที่จะได้โฟกัสเป็นพิเศษ อย่าลืมว่าผู้กว้างขวางในแต่ละจังหวัดก็มีความสนิทคุ้นเคยอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพล จึงมีความสำคัญโยงไปกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมคะแนนเสียงฝ่ายตรงข้ามได้ เรียกว่ากลุ่มใครใหญ่กว่าก็จะคว้าชัยชนะทางการเมืองภายในพื้นที่ได้ เรื่องแบบนี้จะถูกขยายปมได้ง่ายหากมีการกวาดล้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดข้างเดียว ความปรองดองซึ่งเป็นหัวใจที่รัฐบาลทหารพยายามสลายความรู้สึกนี้จะยิ่งยากขึ้นถ้าใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน ผู้ที่กำหนดจะต้องไม่อิงอยู่กับพรรคพวกมากกว่าสร้างความยุติธรรมและความปลอดภัยให้แก่สังคม ดังนั้นการกำหนดจุดเป้าหมายหรือการเริ่มต้นยุทธการทลายซุ้มมือปืนต้องเริ่มมาจากข้างบนที่ชัดเจน ไล่เลียงมากองบัญชาการ กองบังคับการ จนถึงกองกำกับการ ซึ่งคุมกำลังหลักอย่างน้อยตำรวจระดับปฏิบัติจะได้มีหลังพิงในกรณีที่การเมืองอาจพลิกผันในอนาคตเพราะผู้มีอิทธิพลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก



