
คะแนนผู้แพ้แต้มต่อพรรคลำดับรอง
คะแนนผู้แพ้แต้มต่อพรรคลำดับรอง : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
“ระบบเลือกตั้ง” ถือเป็นประเด็นใหญ่ในการร่างรัฐธรรมนูญแทบทุกครั้ง เพราะถือเป็นต้นทางของการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ดังนั้นจึงมีกรอบความคิดจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ ครั้งว่า หากต้องการหรือไม่ต้องการให้คนแบบใดเข้ามามีอำนาจทางการเมืองก็ให้สร้างตัวกรองเสียตั้งแต่ต้นทาง
รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรับเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากในอดีตที่เป็นเขตใหญ่ 3 คน ให้มาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว ซึ่งพิสูจน์ทราบได้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกเลยว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ต่อมารัฐธรรมนูญ 2550 ก็หวังแก้ปัญหารัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จจากการครองเสียงข้างมาก จึงปรับระบบเลือกตั้งกลับไปเป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ แต่พรรคใหญ่พรรคเดิมก็ยังคงครองเสียงแทบจะข้างมากในสภา และสุดท้ายด้วยแรงกดดันและเหตุผลต่างๆ พวกเขาก็ยอมปรับเปลี่ยนให้ไปเลือกแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเช่นเดิม และพรรคการเมืองเดิมภายใต้ชื่อใหม่ก็กวาด ส.ส.แบบถล่มทลายอีกครั้ง
จนเมื่อเกิดการรัฐประหาร 2557 และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน ก็คิดระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมโดยไม่ปิดบังแนวคิดหลักว่าไม่ต้องการให้เกิดการที่พรรคใดพรรคหนึ่งครองอำนาจแต่เพียงพรรคเดียว และเปิดโอกาสให้พรรคอื่นเข้ามาแชร์เก้าอี้ในสภา โดยระบุว่าเป็นการสะท้อนคะแนนเสียงจริงไม่ให้มีเสียงใครที่ตกหล่นหาย โดยกำหนดเพดาน ส.ส.จากความนิยมในการเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์
แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีอันต้องแท้งไป เนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เห็นชอบให้ผ่าน ระบบดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกนำมาใช้
ล่าสุดกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็เสนอรูปแบบการเลือกตั้งใหม่ และแว่วว่าระบบนี้คนเสนอมิใช่คนระดับรองที่ไหน หากแต่มาจากการเสนอของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
ระบบที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอดังกล่าว ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ อธิบายแบบง่ายๆ คือ เรายังจะมี ส.ส.สองระบบเช่นเดิม คือ 1.ส.ส.ระบบเขต และ 2.ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ แต่การลงคะแนนของประชาชนจะไม่ต้องกาบัตร 2 ใบเหมือนที่ผ่านมา โดยผู้ลงคะแนนจะลงคะแนนในเฉพาะแบบเขตเท่านั้น และในเขตนั้นใครที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งก็ถือว่าได้เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตในเขตนั้นไป
แต่ที่ต่างไปคือคะแนนของคนแพ้ในเขตนั้นๆ จะถูกนำมารวมกับคนแพ้ทั้งประเทศ (โดยแบ่งเป็นแต่ละพรรค) และนำมาคำนวณเป็นจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เหตุผลที่เลือกนำเสนอสู่สาธารณะคือ “คะแนนของผู้ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งจะไม่สูญเสียไป”
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว คะแนนของคนที่ชนะแบบแบ่งเขตจะไม่ถูกนำมาคำนวนเป็นจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แปลว่าผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะค่อนข้างเสียเปรียบในระบบนี้ เพราะตามธรรมชาติ คะแนนของแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อจะไม่ต่างกันมากนัก
หมายความว่าพรรคใดที่ได้คะแนนแบบแบ่งเขตมาก ก็มักจะได้แบบบัญชีรายชื่อมากตามไปด้วย
ดังนั้นจุดสำคัญที่ต้องรอดูในระบบนี้คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนดจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไว้เท่าไหร่ เพราะหากสัดส่วนระหว่าง ส.ส.แบบแบ่งเขต และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแตกต่างกันมาก เช่น ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ก็จะไม่ส่งนัยใดๆ มากนัก
แต่หากจำนวน ส.ส.ทั้งสองแบบก้ำกึ่งหรือเท่ากัน เช่นนี้จะส่งผลกระทบทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น หากมี ส.ส.เขต 250 และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 200 คน แล้วเกิดปรากฏการณ์ที่มีพรรคการเมืองใดได้ที่นั่ง ส.ส.เขตแบบเกินกึ่งหนึ่ง เช่น มีพรรค ก.ได้คะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต 130 คน เท่ากับคะแนนที่คำนวณแบบบัญชีรายชื่อจะหายไปถึง 130 เขต
หรือหากคิดง่ายๆ เขตที่ชนะได้ 40,000 คะแนน 130 เขตที่ถูกตัดไปจะหมายถึง 5,200,000 คะแนน นั่นหมายถึงจะเป็นแต้มต่อของพรรคที่แพ้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพราะหากสมมุติแพ้แบบสูสี แต่ละเขตที่แพ้หากได้เขตละ 30,000 คะแนน ก็เท่ากับ 3,900,000 คะแนน ในขณะที่พรรคคู่แข่งที่แม้จะมีความนิยมเป็นอันดับหนึ่งแต่จะไม่มีเลยแม้แต่คะแนนเดียว
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าระบบนี้คิดขึ้นมาเพื่อเอื้อต่อผู้แพ้ให้มีแต้มต่อมากกว่าผู้ชนะ และที่สำคัญอยากให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญคิดว่าเป้าประสงค์ของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีเพื่ออะไร มีไว้ทำอะไร ก่อนที่จะมาคิดว่าจะใช้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเหตุผลทางการเมืองอย่างไร



