
คนและเมืองวิกลจริต
คนและเมืองวิกลจริต : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 23 ตุลาคม 2558
เหมือนจะเป็นภาพที่ค่อนข้างแปลกตา แต่ก็น่าประทับใจพอสมควร กับกิจกรรมของตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ที่ออกตระเวนกวาดจับคนเร่ร่อนตามที่ต่างๆ เพื่อนำมาอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ก่อนส่งสถานสงเคราะห์ หลังจากที่เกิดเหตุน่าตกใจ เมื่อสื่อออนไลน์และสื่อกระแสหลักพากันนำเสนอภาพชายวิกลจริตรายหนึ่งทำร้ายคนเดินถนนด้วยการชกต่อยอย่างรุนแรง รวมทั้งกระทำอนาจารต่อหน้าหญิงสาวที่ผ่านไปมาด้วย แม้ตำรวจจะสามารถจับกุมชายคนนี้ได้ในเวลาไม่นานนัก แต่ประเด็นความปลอดภัยของคนในเมืองหลวงก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ในกรุงเทพมหานครนั้น มีคนเร่ร่อน คนวิกลจริตอยู่จำนวนไม่น้อยและพวกเขาเหล่านี้ก็ถูกทอดทิ้ง ขาดการติดตามเอาใจใส่อย่างจริงจัง
จากการเก็บสถิติคนเร่ร่อนในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2556 ของมูลนิธิอิสรชน องค์กรเอกชนที่เสนอผ่านเว็บไซต์ไทยรัฐพบว่า จำนวนผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากที่พบในปี 2555 จำนวน 2,856 คน เพิ่มขึ้น 284 คน รวมเป็น 3,140 คน แบ่งเป็นหญิง 1,944 คน ชาย 1,196 คน แบ่งออกเป็น 13 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนเร่ร่อน จำนวน 900 คน 2.คนใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่หลับนอน 842 คน 3.คนเร่ร่อนติดสุรา 806 คน 4.ผู้ป่วยข้างถนน 683 คน 5.คนจนเมือง 597 คน 6.คนไร้บ้าน 461 คน 7.ผู้มีอาชีพให้บริการอิสระ 398 คน 8.คนเร่ร่อนไร้บ้าน 323 คน 9.กลุ่มผู้พ้นโทษ 56 คน 10.แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน 34 คน 11.ชาวต่างชาติ 22 คน 12.ผู้มีความหลากหลายทางเพศ 15 คน และ 13.เด็กและครอบครัวเร่ร่อน 380 คน เขตที่พบคนเร่ร่อนมากที่สุดคือเขตพระนคร รองลงมาคือเขตบางซื่อ
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมตำรวจช่วยเหลือคนเร่ร่อน ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ปีเดียวกันนี้ โลกโซเชียลมีเดียก็เคยเผยแพร่ภาพ ตำรวจนายหนึ่งแห่งสถานีตำรวจภูธร อ.หลังสวน จ.ชุมพร อาบน้ำทำความสะอาดให้คนเร่ร่อนมาแล้ว แต่นั่นถือเป็นน้ำใจส่วนตัวของตำรวจนายนั้น ไม่เกี่ยวกับนโยบายใดๆ จากผู้บังคับบัญชา ซึ่งก็ต้องถือว่าการริเริ่มของตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เป็นแนวทางที่น่าจะเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติอย่าวละมุนละม่อมต่อคนเร่ร่อนไร้โอกาสในเมืองทั้งหลาย นอกเหนือไปจาก เป็นอีกหนึ่งแนวทางเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะมาจากคนเร่ร่อน ดังที่ปรากฏเป็นข่าวไป แต่กระนั้นก็ตาม เหตุการณ์ชายเร่ร่อนทำร้ายคน ยังมีแง่มุมที่น่าพิจารณาไปพร้อมกันดัวยก็คือ ในช่วงเวลาเกิดเหตุซึ่งเป็นกลางวันนั้น ถ้าหากคนเร่ร่อนมีอาวุธ เหยื่อในเหตุการณ์อาจจะถูกทำร้ายเป็นอันตรายมากกว่านั้นก็ได้
มีคำกล่าวกันอยู่เสมอๆ ว่า สังคมทุกวันนี้อยู่ยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะสังคมเมืองอย่างกรุงเทพมหานครเป็นเพราะว่า อาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น รุนแรงและสลับซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่การป้องกันยังหละหลวม ทั้งในด้านเครื่องมือ และบุคลากร กล่าวสำหรับเหตุการณ์คนวิกลจริตเร่ร่อนทำร้ายร่างกายคนเดินถนน เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของชุมชน หรือแม้กระทั่งคนเห็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปมา นั่นก็อาจเป็นเพราะเห็นว่า “ธุระไม่ใช่” หากแต่ในการป้องกันนั้น เชื่อว่า ตำรวจและกรุงเทพมหานคร (กทม.) น่าจะมีแผนป้องกันที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การสร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อช่วยกันสอดส่องอาชญากรรม ซึ่งที่สุดก็จะไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อความรุนแรงโดยไม่จำเป็น



