คอลัมนิสต์

สังคมผีบอก

สังคมผีบอก

23 ต.ค. 2558

สังคมผีบอก : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

               ในที่สุดหนังเรื่อง “อาบัติ” ที่ถูกแบนไม่ให้ฉาย ก็ได้ฉายในเวลาอันรวดเร็ว ทำเอาคนดูหนังอย่างเราๆ ตั้งตัวกันไม่ติด ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่ามีแฟนหนังเรือนหมื่นลงชื่อกันเพื่อต่อต้านการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ เอาไปเอามาหลายคนเลยสงสัยว่า นี่เป็นกลยุทธ์การตลาด เพื่อเรียกกระแสความสนใจจากแฟนหนังไทยหรือไม่ ข้อสงสัยนี้ชวนให้คิดอยู่มากเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ บอกได้เลยว่า เสียความรู้สึกอย่างแรง

               คิดอีกที หนังเรื่องนี้เป็นหนังผี แนวระทึกขวัญ ถ้ามันจะหลอกกันนอกจอบ้าง ก็ไม่น่าจะแปลก ขึ้นชื่อว่าหนังผีมันก็ต้องหลอกหลอนอยู่แล้ว ไม่งั้นไม่ขลัง ยิ่งสังคมไทยด้วยแล้ว ประชาชนมักจะถูกหลอกหลอนกันอยู่เสมอ

               ที่หยิบเอาหนังเรื่องนี้มาพาดพิง ก็ไม่ได้ตั้งใจจะโฆษณาให้หนังเขาหรอก จะหลอกกันหรือไม่หลอก ก็หลวมตัวไปดูมาแล้ว สำหรับผมไม่ลงความเห็นว่าหนังดีหรือไม่ดี แต่มีบางอย่างที่ทำให้ฉุกคิด หลังจากได้ไปดูมา นั่นคือ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นความจริงบางอย่างที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยเรามาช้านาน คือเราเป็นสังคมที่ไม่สื่อสารกันตรงไปตรงมา มีอะไรเราไม่ค่อยเผชิญหน้ามาพูดกันให้มันจบๆ แต่เรามักจะสื่อสารผ่าน “ตัวกลาง” กันเสมอ ตัวกลางที่ว่านี้ จึงเหมือนกลไกบางอย่างในระบบการสื่อสารของเรา นี่เองที่ทำให้ “คนทรงเจ้า” จึงยังดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นในวัฒนธรรมของเรา ตอนนี้ก็หันมาทรงผ่านตัวละครในวรรณคดีในวรรณคดีกันแล้ว

               ในหนังเรื่องที่ว่าก็เหมือนกัน ผีได้กลายมาเป็นกลไกสำคัญในการให้ตัวละครตัวหนึ่งได้ “ตระหนักรู้” ความจริงบางอย่างของชีวิต ตลอดทั้งเรื่องผีได้ทำหน้าที่ในนี้ ผีไม่ได้บอกแต่ตัวละครในเรื่อง แต่มันได้บอกคนดูด้วย ผมคิดว่านี่น่าจะเป็น “สาร” สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้มาจากการไปดูหนังเรื่องนี้

               หนังเล่าเรื่องของเณรซัน สามเณรนอกคอก ที่พลัดหลงไปอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง เขาปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังในกุฏิร้างท้ายวัด ตลอดเวลาเณรซันอยู่กับพระอีกรูปหนึ่ง ที่คอยทำหน้าที่ปลุกให้เขา “ตื่น” อยู่ทุกเช้า แต่ด้วยความเป็นเณรนอกคอก ไม่อินังขังขอบต่อความเป็นพระเป็นเณร ใช้ชีวิตตามแต่ตัวเองต้องการ เณรซันไม่เคยตื่นเองได้สักครั้ง เขาจึงไม่ค่อยได้ไปบิณฑบาตหรือแม้แต่เข้าร่วมสวดมนต์ทำวัตร เมื่อปลุกกันดีๆ ไม่ตื่น พระรูปนั้นจึงต้องใช้วิธีบอกแบบผี คือต้องหลอกหลอนให้กลัว เณรซันจึง “ตื่น” ขึ้นมาได้ ตอนนี้ไม่เพียงแต่เณรซันที่ตื่น เพราะคนดูก็พลอยตื่นไปด้วย เมื่อมารู้ความจริงว่า พระหนุ่มที่มานอนอยู่กับเณรซันและคอยปลุกเขาทุกๆ เช้า ที่แท้ก็คือ “ผี” นั่นเอง

               ผีตัวอื่นในหนังเรื่องนี้ เช่น ผีน้าพิน ซึ่งเป็นสีกาที่ทำบาปด้วยการลักลอบมาได้เสียกับเจ้าอาวาสจนมีลูกคนหนึ่ง ก็คอยมาปรากฏตัวให้เณรซันได้เห็นเป็นการตอกย้ำ กระตุ้นเตือนให้เขาได้ตระหนักรู้ในความจริงบางอย่าง จนสุดท้ายเณรซันก็ “ตื่นรู้”

               คำถามก็คือ เณรซันจะตื่นรู้เองได้ไหม ถ้าไม่มีผีคอยมาบอก หรือมาหลอก?

               เมื่อเราดูหนังหรืออ่านหนังสือ สิ่งหนึ่งที่เรามักทำกันก็คือ การตีความ เพื่อหาความหมายของมัน ในการตีความ เรามักจะเชื่อมโยงความหมายหรือความจริงในตัวบทออกไปเทียบเคียงกับความจริงนอกตัวบท ซึ่งก็คือ ความจริงที่ดำรงอยู่ในชีวิตจริงนั่นเอง ความหมายที่อยู่ในตัวบทของหนังเรื่องนี้ เมื่อโยงมาสู่ความจริงนอกตัวบท คือสังคมไทย เราก็จะเห็นได้ว่า หนังได้สะท้อนความจริงว่า สังคมของเราก็เป็นสังคมที่ไม่เคย “ตื่นรู้” ได้เอง ต้องให้ใครสักมาคอยหลอกหลอนอยู่เสมอ กว่าเราจะตื่นขึ้นมาได้ ก็เกือบสายไปทุกที สังคมของเราจึงเป็นสังคมผีหลอก หรือสังคมผีบอกใช่หรือไม่?

               นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรื่องผีๆ กลายเป็นแนวนิยมของหนังไทยและละครโทรทัศน์ มาโดยตลอด ผีในหนังและละครจะมาสอนและเตือนให้คนได้สำนึกรู้ในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ เรื่องของกรรมดี กรรมชั่วบทบาทหน้าที่ของตัวละครที่เป็นผีจึงค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นตัวละครที่มาสอนคน แทนที่จะเป็นพระ เป็นนักบวช ก็กลับมาเป็นคนทรงเจ้า หรือไม่ก็ภูตผี ปีศาจ การดำรงอยู่ของตัวละครเหล่านี้ จึงเป็นมากกว่าการช่วยให้เรื่องราวมีสีสัน ชวนระทึกใจ

               ดูหนังดูละครและย้อนดูตัว ก็เห็นได้ชัดว่าเราอยู่ท่ามกลางฝูงผีห่ามาตลอด ผีกลุ่มหนึ่งเข้ามาหลอกเราได้พักหนึ่ง ผีอีกกลุ่มก็เข้ามาแทนที่ จากนั้นผีอีกกลุ่มก็เข้ามาใหม่ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เป็นวัฏจักรซ้ำๆ เกิดเป็นคนไทย อยู่ในสังคมไทยจึงโดนผีหลอกกันจนติดเป็นนิสัย

               เราจึงไม่ต่างจากเณรซันสักเท่าไหร่ ถ้าไม่มีผีมาคอยบอกและหลอกหลอน เราก็จะไม่ตื่นขึ้นมาเพื่อตระหนักรู้ความจริงได้ด้วยตนเอง.