คอลัมนิสต์

เร่งจัดการ'รุกป่าสร้างรีสอร์ท'

เร่งจัดการ'รุกป่าสร้างรีสอร์ท'

22 ต.ค. 2558

เร่งจัดการ'รุกป่าสร้างรีสอร์ท' : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ต.ค.2558

               ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนของชาติ ยังเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเร่งแก้ไข ซึ่งการบุกรุกก็มีหลายลักษณะและเจตนาแตกต่างกันไป อาทิ บุกรุกเพื่อปลูกสวนยางพารา บุกรุกเพื่อเป็นที่ดินทำกิน และบางส่วนบุกรุกเพื่อสร้างรีสอร์ท โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือมีความสวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่แห่งหนึ่งที่กำลังเป็นปมร้อนคือ “ภูทับเบิก” แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ในพื้นที่ ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัด มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดปี จุดเด่นคือการชมวิวได้รอบทิศ 360 องศา เหนือบรรดาเมฆหมอกที่ลอยอยู่รอบๆ แต่ตอนนี้ภาครัฐได้เข้าไปจัดระเบียบจากปัญหาการเติบโตด้านท่องเที่ยวและนายทุนเข้าไปครอบครองที่ดิน

               เมื่อมองย้อนไปในอดีตพื้นที่ภูทับเบิกถูกทางราชการเข้ามาแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินจากกลุ่มชาวม้งและการทำไร่เลื่อนลอย โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2509 ได้มอบให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งศูนย์พัฒนาชาวเขาภูทับเบิกเพื่อดูแลราษฎรเหล่านั้น พร้อมจัดสรรที่ดินทำกินให้และพัฒนาอาชีพเพื่อไม่ให้บุกรุกป่าไม้ โดยส่งเสริมการปลูกผลผลิตการเกษตรจนเป็นที่มาของการปลูกกะหล่ำเชิงภูเขาแบบขั้นบันได ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ แต่เมื่อความเจริญและนักท่องเที่ยวรุกคืบเข้าไปที่ภูทับเบิก จึงเริ่มเกิดปัญหาสะสมทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม ปัญหาขยะ การจราจร รวมถึงที่พัก ซึ่งเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ภูทับเบิกเติบโตแบบไร้กรอบไปจนถึงการบุกรุกที่ป่าสงวนด้วย

               มาตรการที่กรมป่าไม้วางไว้ต้องเร่งแก้ปัญหาภูทับเบิกให้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน 1.พื้นที่ 4.7 หมื่นไร่ ตามมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ชาวม้งเข้าไปอยู่อาศัยจะต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีผลกระทบต่อต้นน้ำลำธารหรือไม่ และมีนายทุนจากที่อื่นเข้าไปซื้อที่ดินเพื่อทำรีสอร์ทจำนวนเท่าใด โดยกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีแล้วและศาลสั่งให้รื้อถอนจะเข้าไปตรวจสอบว่าได้ก่อสร้างเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 10 ราย 2.กลุ่มที่ยังไม่ได้ถูกดำเนินคดีมีอยู่ประมาณ 17 ราย ต้องคัดแยกออกมาว่ามีใครบ้าง ถ้าเป็นนายทุนจะต้องเข้ารื้อถอนจับกุม และ 3.จัดทำแผนหลักในการบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการชุดใหญ่รับผิดชอบ แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังระอุ เพราะมีฝ่ายไม่ยอมเสียประโยชน์ปลุกระดมชาวบ้านเพื่อต่อต้านภาครัฐ

               ปัญหาการบุกรุกป่ายังมีในหลายจังหวัด เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดำเนินการในพื้นที่มีปัญหารุนแรงเป็นเป้าหมายเร่งด่วน 9 จังหวัด แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย น่าน ลำปาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด คืออุบลราชธานี นครราชสีมา เลย และภาคใต้ 1 จังหวัด คือ กระบี่ ซึ่งทั้ง 9 จังหวัดนี้ต้องแก้ปัญหาให้เห็นผลภายใน 6 เดือน โดยครอบคลุมปัญหาบุกรุกพื้นที่เพื่อเพาะปลูก และบุกรุกป่าเพื่อสร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดย่อมเกิดผลกระทบและมีผู้เสียประโยชน์ แต่เพื่อส่วนรวมทางรัฐบาลต้องจัดระเบียบให้เกิดผลสำเร็จ ต้องติดตามตรวจสอบฝ่ายปฏิบัติการไม่ให้ทำงานแค่ลูบหน้าปะจมูก