คอลัมนิสต์

นักเขียนอาชีพ

นักเขียนอาชีพ

21 ต.ค. 2558

นักเขียนอาชีพ : ไปสู่ถนนดินลูกรัง โดย เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

             นักเขียนอาชีพ ถ้อยคำประโยคนี้ ผมเคยใช้เมื่อให้สัมภาษณ์นิตยสารสกุลไทย เมื่อประมาณสองสามปีก่อน ครั้งสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ไปร่วมจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่ อ.สามเงา จ.ตาก

             ผมจำได้ว่า ได้เชิญคณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นำโดย เจน สงสมพันธ์ุ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมถึง คุณบูรพา อารัมภีร นายกสมาคมนักเขียนคนปัจจุบัน กนกวลี พจนปกรณ์ นักเขียนชื่อดัง นรีภพ สวัสดิรักษ์ บรรณาธิการนิตยสารสกุลไทย ขจรฤทธิ์ รักษา เจ้าของสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ พินิจ นิลรัตน์ คอลัมนิสต์ชื่อดังไปร่วมเสวนา อีกท่านก็คือ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง มงคล สุระสัจจะ เพื่อไปแยกแยะสาระ ความเป็นอยู่อย่างพอเพียงในชนบทไทย ผมเองถือโอกาสเปิดตัวหนังสือนิยายเรื่อง “พายุตะวันตก” งานเขียนตนเองไปด้วย เพราะเนื้อหา ใกล้เคียงกับเรื่องราวความพอเพียง

             ผมให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเกษียณอายุราชการ ก็คงจะเขียนหนังสือเป็นงานหลัก เพราะไม่มีอะไรดียิ่งไปกว่าการทำงานที่ตนเองรัก ถ้าจะให้ไปทำมาค้าขายหรือทำสวนทำไร่ คงไม่ไหว เพราะคนอายุเริ่มต้นหกสิบปี ร่างกายประสบการณ์ไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะเริ่มงานใหม่

             แล้ววันนี้ก็เป็นความจริง เพราะต้องมานั่งเคาะต้นฉบับกับโน้ตบุ๊กเครื่องเล็กๆ สลับกับการนอนอ่านหนังสือที่อยากจะอ่าน และยังมีหนังสืออีกเป็นกองพะเนินเทินทึกที่ยังไม่ได้อ่าน

             ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้รางวัลและประกาศเกียรติคุณผมถึงสองรางวัลใหญ่ เป็นการให้กำลังใจนายอำเภอผู้หนึ่งเกษียณอายุราชการ

             รางวัลแรกคือ ยกย่องให้ผมเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นของจังหวัดตาก รางวัลที่สอง ผู้ทำประโยชน์ให้กับสังคมไทยด้านศิลปะ

             ปลอบใจผู้จะก้าวไปสู่ถนนสายหกสิบเอ็ด สังคมไทยเริ่มต้นยกย่องให้เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ แม้บางหน่วยงานจะประกาศว่า ผู้สูงอายุจริงๆ น่าจะเริ่มต้นที่หกสิบห้าปีก็ตาม

             ผมมานั่งคุยกับบรรณาธิการคม ชัด ลึก เมื่อไม่กี่วัน ถามข่าวคราวการเคลื่อนไหวกับสิ่งที่ตนเองบอกเล่าผ่านคอลัมน์ในหน้าหนังสือพิมพ์ และบอกให้ท่านรู้ว่า ผมจะเกษียณอายุราชการแล้วนะ ต่อไปน่าจะเป็นนักเขียนอาชีพ หรือน่าจะบอกว่า เริ่มเป็นนักเขียนอาชีพเมื่อวัยย่างเข้าหกสิบเอ็ดปี

             วัยขณะนี้ หลายคนลาจากไปพอประมาณ บ้างเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะก็มีบ้าง เป็นไปตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ตั้งใจทำงานกันต่อไป ขณะเดียวกันต้องทำใจให้สดชื่นเบิกบานอยู่ทุกขณะ

             ทุกวันนี้ ผมยังวิ่งออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อฟิตร่างกายและสมองให้แข็งแรง ตั้งใจจะเขียนหนังสือคงไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน

             ทำงานราชการมาตลอดเกือบ 40 ปี แก้ปัญหาเพื่อชาติบ้านเมืองก็พอสมควร โดยเฉพาะปัญหาชาวบ้านพื้นถิ่นชนบท ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม จนมองเห็นปัญหาดังกล่าวได้อย่างกระจะกระจ่าง แต่นั่นแหละ ปัญหาในสังคมคือปัญหาไม่รู้จบ ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาแก้ไข เหมือนไม้ผลัดใบ วันนี้ ผมจึงน่าจะมานั่งเขียนหนังสือ เพื่อเล่าเรื่องราวผ่านมาให้ผู้อ่านได้อ่านกันอย่างเพลินๆ มิใช่หรือ.