
ทำให้ชัดเจน-โปร่งใส-คุ้มค่า
ทำให้ชัดเจน-โปร่งใส-คุ้มค่า : บทบรรณาธิการประจำวันที่15ต.ค.2558
ปัญหาการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ หรือ คตร. ได้เข้าไปตรวจสอบจากนั้นส่งหนังสือรายงานผลการตรวจสอบไปให้นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ามีการใช้งบประมาณส่วนหนึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ พร้อมให้ยุติการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ขณะที่ สสส.ระบุว่าการเบิกจ่ายใช้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์และพันธกิจขององค์กรตามที่กำหนดไว้เป็นหลักการทำงาน ซึ่งรวมไปถึงสนับสนุนการวิจัยและกิจกรรมที่ทำให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพและสนับสนุนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่เฉพาะปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น
สิ่งที่ควรพิจารณาคือปัญหาในข้อถกเถียงกันในเรื่องการใช้งบประมาณนั้นตรงตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงเพียงไหน ซึ่ง สสส.ยืนกรานว่าดำเนินการถูกต้อง และชี้แจงว่าสัดส่วนงบประมาณแบ่งเป็นงบเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงหลัก 35% ได้แก่ เหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ อาหาร และออกกำลังกาย ส่วนที่เหลือเป็นปัจจัยเสี่ยงรองเพื่อให้ได้ผลกลับมาลดปัจจัยเสี่ยงหลัก โดยวัดประสิทธิผลการทำงานให้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ทำการวิจัยด้วย นอกจากนี้ยังยกนิยามขององค์การอนามัยโลกขึ้นมาสนับสนุนว่าเรื่องส่งเสริมสุขภาพหมายความถึงปัจจัยแวดล้อมโดยรวมและมีการขยายนิยามด้านสุขภาพออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพครบทุกมิติ
ขณะที่ คตร.ตีความเรื่องวัตถุประสงค์ไปอีกทิศทางหนึ่ง โดยยึดระเบียบและกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ระบุว่าการตรวจสอบยังไม่ได้ชี้ว่าผิดหรือถูก เพราะข้อกฎหมายที่เขียนไว้เดิมหรือระเบียบของกองทุนต่างๆ เขียนไม่ชัดเจน ส่งผลให้การพิจารณากว้างขวางเกิน ไม่ได้ตีกรอบว่าต้องทำแค่ไหน อย่างเช่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพมีอะไรบ้างในระยะใกล้ๆ แต่นี่ไปถึงโน่น แล้วผูกโยงมาสุขภาพ มันไกลเกินไปหรือเปล่าที่เอาเงินไปใช้อย่างนั้น ซึ่งมันอาจจะไม่ผิดก็ได้ แต่โดยสรุปให้ไปร่างระเบียบทบทวนใหม่ เพราะกองทุนต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดทิศทาง สสส. ที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน จะเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกัน
การทบทวนตีกรอบใช้งบประมาณของ สสส.ถือว่าเป็นสิ่งดีเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส เนื่องจากที่ผ่านมามีคำถามเกิดขึ้นถึงการทำงานโดยเฉพาะการอนุมัติโครงการที่คำครหาว่าอาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มพวกพ้อง แม้ สสส.มีนโยบายชัดเจนว่าไม่ยุ่งกับการเมืองและไม่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การพิจารณาให้ทุนไม่สามารถเลือกได้ว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนใดหรือเอ็นจีโอรายใด และไม่ได้เลือกจากตัวบุคคลแต่พิจารณาจากโครงการเป็นหลัก แต่เมื่อมีเสียงทักท้วงจำเป็นต้องรับฟัง และต้องตระหนักว่าองค์กรแห่งนี้ไม่ใช่อาณาจักรของใครหรือสืบทอดจากกลุ่มบุคคลใด แต่เป็นของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การกำหนดทิศทาง การตรวจสอบและการบริหารที่มีธรรมาภิบาลจะทำให้สังคมยอมรับและคุ้มค่างบประมาณที่ใช้ไป



