
พระมะหาผ่องเจ้าเพ็ดชะราชและเอกราชลาว
พระมะหาผ่องเจ้าเพ็ดชะราชและเอกราชลาว : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
12 ตุลาคม เป็นวันสำคัญของชาติลาว คือ “วันประกาศเอกราช” เมื่อเจ้าเพ็ดชะราช เชื้อพระวงศ์ล้านช้างร่มขาว ในนาม “กลุ่มลาวอิสระ” ได้นำชาวลาวลุกขึ้นประกาศเอกราช สถาปนา “ราชอาณาจักรลาว”
สมัยที่ฝรั่งเศสยังปกครองแผ่นดินลาว เจ้าเพ็ดชะราช ได้หลบหนีมาอยู่ในเมืองไทย และก่อการเคลื่อนไหวจัดตั้ง “ลาวเป็นลาว” หรือ “ลาวเสรี” เพื่อเตรียมการกอบกู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้ยึดครองลาวและชาติในอินโดจีน เมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม เจ้าเพ็ดชะราชและกลุ่มลาวอิสระ จึงประกาศให้ลาวเป็นเอกราช เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2488
ระหว่างที่เจ้าเพ็ดชะราช พำนักอยู่ที่บางกอก ได้ออกพบปะคนลาวผู้รักชาติ และประสานงานลับกับเสรีไทย สายอีสาน ขยายแนวคิดชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศส
พระมะหาผ่อง สะมาเลิก ที่ย้ายจากวัดโพธิ์ศรี อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เข้ามาอยู่วัดชนะสงคราม บางลำพู เพื่อเรียนปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
ครั้นญี่ปุ่นเข้ายึดครองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระมะหาผ่อง จึงเข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย ต่อต้านญี่ปุ่นแบบลับๆ และมีโอกาสพบกับเจ้าเพ็ดชะราช จึงพูดคุยกันเรื่องกู้ชาติลาว ในที่สุดพระมะหาผ่องเข้าร่วมกลุ่ม “ลาวอิสระ”
เจ้าเพ็ดชะราช ตั้งรัฐบาลลาวเอกราชได้ปีเดียว ฝรั่งเศสได้ยกทัพมายึดลาวอีกครั้ง หลังจากถอยทัพออกไปตอนที่ญี่ปุ่นข้ามโขงเข้ายึดฝั่งซ้าย ด้วยเหตุนี้ เจ้าเพ็ดชะราช จึงหนีมาตั้งรัฐบาลลาวอิสระที่บางกอก ในปี 2489
ถัดจากนั้นมา พระมะหาผ่อง ตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการฝ่ายซ้ายในลาวคือ “แนวลาวฮักชาติ” ที่นำโดยเจ้าสุพานุวง ต่อต้านฝรั่งเศส และสหรัฐ
ปี 2495-2498 พระมะหาผ่องไปเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แขวงจำปาสัก ในฐานะเป็นครูสอนที่โรงเรียนมัธยมสงฆ์วัดหลวง ปากเซ
นับจากปี 2500-2518 พระมะหาผ่อง ได้ทำงานใต้ดินประสานการต่อสู้กับกองทัพประชาชนลาวในเขตภูดอย โดยปลายปี 2518 ได้เข้าร่วมขบวนการยึดอำนาจอยู่ที่แขวงจำปาสัก
พลันที่มีการสถาปนา สปป.ลาว ทางศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้เชิญท่านมะหาผ่องขึ้นนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเข้าร่วมการจัดตั้ง “องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว” (อ.พ.ส.) เปรียบได้กับมหาเถรสมาคมบ้านเรา
จากนั้นศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาวได้ภารกิจให้พาพระมะหาผ่อง กลับลงไปจำปาสัก เพื่อรวบรวมพระสงฆ์เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีมหานิกายและธรรมยุต
การปกครองคณะสงฆ์มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ไม่มียศช้างขุนนางพระ และให้พระสงฆ์ในระบอบใหม่อยู่ใต้การชี้นำแนวทางของพรรคและรัฐ
ปี 2519 พระมะหาผ่อง ย้ายจากแขวงจำปาสักไปดำรงตำแหน่งที่ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานสงฆ์ทั่วประเทศ รับผิดชอบในฐานะฝ่ายการเมือง และเป็นประธานคณะค้นคว้าปรัชญาทางพระพุทธศาสนา
ปี 2523 อ.พ.ส.ได้จัดประชุมใหญ่พระสงฆ์ทั่วประเทศ และการประชุมครั้งนี้ ได้ประกาศยกเลิกล้มล้างการจัดเลือกตั้งเก่าทุกอย่างที่ไม่เป็นธรรม และได้เลือกตั้งใหม่
ที่ประชุมครั้งนั้น พระมะหาผ่องได้รับเลือกตั้งจากกองประชุมสงฆ์ทั่วประเทศให้เป็นรองประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว
หลังจากสังฆราชลาวองค์ที่ 3 มรณภาพ พระมะหาผ่องได้ขึ้นเป็นประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว หรือสังฆราชองค์ที่ 4
จะว่าไปแล้ว ลาวในระบอบสังคมนิยม แตกต่างจากเวียดนาม และกัมพูชา รัฐบาลลาวระบอบใหม่ได้ให้การส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง
วันนี้ พระมะหาผ่องได้ละสังขารไปแล้ว คงเหลือไว้แต่ผลงานการปฏิรูปคณะสงฆ์ลาวที่เปลี่ยนจากระบอบขุนนางพระเป็นระบอบพระบ้านๆ ที่ยึดมั่นในหลักศีลธรรมและพระธรรมวินัย



