คอลัมนิสต์

รัฐธรรมนูญฉบับ‘สั้น-ยาว’

รัฐธรรมนูญฉบับ‘สั้น-ยาว’

14 ต.ค. 2558

รัฐธรรมนูญฉบับ‘สั้น-ยาว’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

                “ผมจะถามที่ประชุมว่า จะเขียนร่างรัฐธรรมนูญแบบมีรายละเอียด หรือจะเขียนให้สั้นกะทัดรัดและครอบคลุม หรือจะออกแบบใหม่ทั้งหมด หรือจะนำฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาปรับปรุงตัดต่อ”

                “ส่วนตัวอยากให้รัฐธรรมนูญสั้นกะทัดรัด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าที่ประชุมคิดแบบเดียวกับผมหรือไม่ ซึ่งหากรัฐธรรมนูญสั้นก็จะมีการเขียนกรอบเพื่อเป็นประกันไว้ในร่างเพื่อไม่ให้เกิดการตีกินกันในภายหลัง”

                นี่คือคำกล่าวของ “มีชัย ฤชุพันธ์ุ”  ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าน่าสนใจยิ่งนัก  เพราะหากดูประวัติศาสตร์ของการร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทยแล้ว จะพบเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ยาวขึ้นและละเอียดขึ้น

                ทั้งนี้นับเส้นแบ่งที่มีนัยสำคัญคือ ปี 2540 ซึ่งเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกกันว่า ปฏิรูปการเมือง

                รัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นจะมีความยาวและความละเอียดที่ไม่มากนัก (โดยการนับความยาวรัฐธรรมนูญจะใช้วิธีนับจำนวนคำ ไม่ได้นับตามมาตราเพราะแต่ละมาตราสามารถยาวหรือสั้นได้ตามแต่ผู้เขียนในแต่ละฉบับ)

                โดยก่อนปี 2540 รัฐธรรมนูญจะไม่ยาวมากนัก โดยฉบับแรกเริ่มอย่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งถือเป็นฉบับแรก แม้จะเป็นฉบับชั่วคราวก็ตามที โดยเกิดขึ้นหลังจากที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง  มีความยาวประมาณ 2,000 คำเท่านั้น

                ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรก ก็มีความยาวประมาณ 3,700 คำ จากนั้นประเทศเราก็มีการแก้ไขและเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเรื่อยมา ซึ่งมีความยาวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อยู่ในระดับที่ยาวไม่มาก

                อาทิ รัฐธรรมนูญปี 2517 มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 15,000 คำ ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2534 มีความยาวประมาณ 16,000 คำ

                แต่เมื่อมีการปฏิรูปการเมืองและร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ปรากฏว่ามีความยาวเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว กล่าวคือมีประมาณ 37,000 คำ ขณะที่ รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยิ่งยาวขึ้นไปอีก คือมีถึง 44,000 คำ ขณะที่ร่างของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ก็มีความยาวเพิ่มมากขึ้นถึง 49,000 คำ

                กล่าวคือ มีความยาวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าอยู่ดีๆ รัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญฉบับเหล่านี้จะยาวขึ้นมาโดยไร้เหตุผล ซึ่งหลักคิดก็มาจากการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 นั่นเอง ที่มองเห็นสภาพสังคมไทยที่่มักเลี่ยงกฎหมาย หรือเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย จึงพยายามบัญญัติทุกอย่างเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดการหลีกเลี่ยง เนื่องจากถือว่าบัญญัติไว้ในกฎหมายสูงสุดแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

                แต่แม้จะบัญญัติไว้ละเอียดเพียงใด การหลีกเลี่ยง และการตีความกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ  นอกจากนี้มีอีกหลายเรื่องที่ไม่ยอมปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ โดยอ้างว่าเป็นเพียงข้อให้ทำแต่ไม่มีสภาพบังคับ เช่น การกำหนดให้ออกกฎหมายลูก ซึ่งในสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกไปโดยคณะรัฐประหารแล้วกฎหมายลูกหลายฉบับก็ยังไม่ได้ถูกประกาศออกมาใช้

                อย่างไรก็ตามมีข้อท้วงติงว่า เมื่อเขียนละเอียดเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นการการขัดหลักการเขียนรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายแม่บทควรให้เพียงหลักการกว้างๆ เท่านั้น ส่วนเรื่องรายละเอียดในการปฏิบัตินั้น ควรบัญญัติไว้ในกฎหมายที่ศักดิ์ต่ำกว่า เช่น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกต่อการปรับเปลี่ยนด้วย และยิ่งเขียนละเอียดมากเท่าไหร่ การขยับยิ่งยากขึ้นเท่านั้น

                ในอีกด้าน ยิ่งเขียนละเอียดมากเท่าไหร่  เรื่องที่ไม่ได้เขียนจึงเป็นเสมือนการชี้ช่องให้ปฏิบัติได้ และเรื่องเหล่านี้ถูกโจมตีโดยเหล่านักปรัชญากฎหมายอยู่เรื่อยมา

                ดังนั้น เมื่อ “มีชัย” ออกมาระบุเช่นนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้่จะเข้าสู่หลักกฎหมายแม่บทปกติที่จะเขียนเอาไว้เฉพาะหลักการ ส่วนที่เหลือก็จะถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายลูก

                แต่ทุกเรื่องย่อมมีข้อสังเกตและท้วงติง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้สถานการณ์พิเศษเช่นนี้  การกำหนดให้เรื่องต่างๆ ถูกเขียนไว้ในกฎหมายลูกก็อาจจะหมายถึงการถูกเลี่ยงการตรวจสอบในฐานะรัฐธรรมนูญ และแน่นอนตามมาด้วยข้อหายัดหมกเม็ดและยัดไส้

                เบื้องต้นต้องชม “มีชัย” ที่กลับมาตั้งต้นปรัชญาของรัฐธรรมนูญได้อย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องหลบเลี่ยงหรือตรวจสอบก็เป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยต้องร่วมมือกันจับตาต่อไป