
'ตัวตน'และ'จุดยืน'ไทยในเวทีโลก
'ตัวตน'และ'จุดยืน'ไทยในเวทีโลก : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงวอชิงตัน-การเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความจำเป็น ทำให้ประเทศไทยต้องใช้เวทีระหว่างประเทศทุกแห่งที่มีอยู่ให้เต็มร้อย เพื่อใช้พื้นที่เหล่านั้นแสดง “ตัวตน” และ “จุดยืน” ทั้งที่มีภูมิภาคนิยมและความเป็นสากลให้มากที่สุด ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องฮอตในบริบทการทูตไทยหลังร่วมกิจกรรมองค์การสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในอดีต การทูตไทยชอบของชัวร์ๆ ไม่ชัวร์ไม่เอา ถ้ามีประเด็นอะไรที่มีแนวโน้มไม่ชัดเจนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่โต๊ะก็จะตอบสนองด้วยการตอบไปว่า “เห็นชอบด้วยในหลักการ” แล้วแทงเอกสารออกไปให้ผู้ใหญ่ขั้นต่อไปตัดสินใจหรือแช่เรื่องไว้ จึงไม่น่าแปลกใจ บางเรื่องเห็นด้วยในหลักการเป็นเวลาหลายปีดีดัก รอเท่าไรก็ไม่มีใครตัดสินใจ
วันก่อน ไทยสมัครและได้เลือกเป็นประธานกลุ่ม 77 (กรุ๊ป 77) อย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาของโลกที่จับกลุ่มก้อนมานานถึง 133 ประเทศ มีทัศนคติที่สนับสนุนประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง รวมทั้งมติองค์การสหประชาชาติที่มีแนวทางส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนายั่งยืน เหล่านี้เป็นประเด็นที่ประเทศเล็กๆ ชอบหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงเป็นประจำ ซึ่งเป็นวาระของไทยในรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว
เป็นที่รู้กันในเวทีการเมืองในยูเอ็นว่า กลุ่ม 77 นี้ มีท่าทีแอนตี้สหรัฐอเมริกามากๆ ในประเด็นนี้คนไทยต้องเข้าใจถึงสิ่งท้าทายที่จะตามมา เนื่องจากไทยเข้าไปอยู่ในกระทะร้อนของกลุ่ม 77 แบบนี้ ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างดี คือ ตั้งแต่นี้ต่อไปการทูตไทยแบบที่เราเห็นกันมานานเป็นสองศตวรรษนั้น จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พูดง่ายๆ จะชักเข้าชักออกแบบสมัยก่อนนั้นทำไม่ได้ ประเทศอื่นเขาจะไม่เอาด้วยกับเรา ท่าทีของเราต้องคมชัดมากขึ้น
ในอดีต การทูตไทยยอดเยี่ยม ช่วยให้เราเป็นประเทศอิสระเดียวในภูมิภาค ไม่เคยตกอยู่ในเงื้อมมือต่างประเทศหรืออาณานิคมไหน (แม้กระทั่งคนไทยเองยังไม่เอาเลย) บทบาทไทยในยูเอ็นสำคัญมาก เพราะเราต้องการชนะใจและขอเสียงสนับสนุนของประเทศเล็กให้แก่ไทย เรากำลังเข้าชิงตำแหน่งไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงที่นครนิวยอร์ก ตอนนี้มาเลเซียกำลังอยู่ในตำแหน่งนี้ (2015-2016) แต่บทบาทนี้ น่าเสียดายถูกการเมืองภายในประเทศเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นบดบัง
เดือนนี้ไทยได้รับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มเอซีดี (Asia Cooperation Dialogue) ต่อจากซาอุดีอาระเบีย ตอนนี้มีสมาชิก 33 ประเทศทั่วเอเชีย ในช่วงที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เสนอแผนการนี้ ออกมาในปี 2003 ผู้เขียนไม่เห็นด้วยมากๆ เพราะมันไปตีกับอาเซียนคือ ลดความสำคัญอาเซียน น่าจะทำให้สมาชิกอาเซียนตอนนั้นหมั่นไส้ไทย คิดว่าไทยไปหาเวทีใหม่เล่น ซึ่งเหมือนกับความรู้สึกของสมาชิกอาเซียนที่มีต่ออินโดนีเซียตอนนี้ เพราะประธานาธิบดีโจโก วิโดโด สนใจการเมืองภายในและเวที จี20
ตอนนี้ผู้เขียนสนับสนุนเอซีดี เห็นว่าไทยต้องการเวทีระหว่างประเทศแสดงตัวตน ต้องไม่จำกัดตัวเอง ไหนๆ เอซีดีก็มีการพัฒนามาระยะหนึ่ง มีความต่อเนื่อง มีจุดประสงค์และความร่วมมือที่จะให้ผลประโยชน์แห่งชาติไทย และไทยสามารถใช้เป็นแนวทางในอนาคตได้ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ไทยสร้างมิตรภาพใหม่ในเอเชียและในโลกให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในค่ายสหรัฐอเมริกาแบบที่เคยมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด
เวทีความร่วมมือภูมิภาคเป็นอีกเวทีหนึ่ง ซึ่งกำลังถูกฟื้นฟูขึ้นมาคือ บิมสเทค (BIMSTEC-Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) ที่จะครบรอบยี่สิบปีในปี 2017 ซึ่งเป็นผลงานของรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย ก่อตั้งขึ้นมาหลังโรคต้มยำกุ้งระบาดในปี 1997 เล่นเอาเศรษฐกิจไทยและในภูมิภาคตกต่ำ ไทยหวังว่าเราจะเป็นสะพานเชื่อมกับเอเชียใต้ ซึ่งมีอินเดียป็นพี่ใหญ่
ส่วนไทยเราหวังว่าจะมีพม่าเป็นคู่หูใหญ่ บังเอิญสัมพันธ์ของสองประเทศนี้ไม่ค่อยดีมาตลอด เพิ่งจะมีสู่สภาพดีเลิศในปีกว่าๆ นี่เอง ในประวัติศาสตร์การทูตไทยต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า สัมพันธ์ไทย-พม่าไม่เคยเป็นปกติเลยมาเป็นเวลาห้าสิบกว่าปี คือพูดง่ายๆ ตั้งแต่นายพลเนวินปฏิวัติเข้ามาอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา แทนรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอู นุ หลังได้รับเอกราช สืบเนื่องมาจากพม่าไม่มีความเชื่อถือในนโยบายของไทยต่อชนกลุ่มน้อยในพม่า
ตอนนี้ความรู้สึกเก่าๆ หายไปหมดไม่เหมือนเดิม เนื่องจากไทยมีท่าทีใหม่ ปรับนโยบายแรงงานและจดทะเบียน ร่วมทั้งปราบปรามการลักพามนุษย์ในรอบปีกว่าที่ผ่านมา สร้างความพึงพอใจให้แก่รัฐบาลพม่ามากๆ จนทำให้สองประเทศต้องหันมาพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถแรงงานพม่าในไทย ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในไทยต่อไป
เป็นเรื่องที่แปลก บทบาทไทยในเวทีโลกยังอยู่ในระดับดี มีแต่สหรัฐอเมริกาที่ยังดูแคลนไทยอยู่ มันยังเป็นจุดบอดที่สำคัญ เรื่องการเดินหน้าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน (ประเด็นนี้อยู่ที่การขาดการสื่อสารที่ดี คนรับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องยังไม่ได้ปรับทัศนคติตัวเอง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่) เพราะสหรัฐอเมริกายังมีอิทธิพลมากในเวทีการเมืองโลกอยู่ ถึงแม้จะถอยน้อยลงไปก็ตาม
ต้องติดตามดูว่า ไทยสามารถใช้เวทีระหว่างประเทศที่มีอยู่ และได้เข้าไปมีส่วนร่วมและฟื้นฟู ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะส่งผลแก่การโหวตคะแนนเสียงกลางปีหน้าระหว่างไทยกับเศรษฐีน้ำมันคาซัคสถาน



