คอลัมนิสต์

'ฝันที่ (อาจ) ไม่เป็นจริง'

'ฝันที่ (อาจ) ไม่เป็นจริง'

12 ต.ค. 2558

'ฝันที่ (อาจ) ไม่เป็นจริง' : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

             บทบาทของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แม่น้ำสายสำคัญ ที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.” วาดฝัน ให้เข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมืองให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วและเป็นธรรม โดยยึดโครงร่างเดิมที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กำหนด และเติมโครงร่างพิเศษ อีก 5 ข้อ ที่เน้นรายละเอียดของภาคปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม คือ

             1.ทำรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับนับถือของสากล สอดคล้องกับสภาพปัญหา ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประเทศไทยและคนไทยที่เป็นอยู่

             2.สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

             3.มีมาตรการป้องกันไม่ให้การเมืองใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องโดยใช้เงินแผ่นดินไปอ่อยเหยื่อกับประชาชน จนเกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ อย่างร้ายแรงและเกิดวิกฤติที่หาทางออกไม่ได้

             4.มีแนวทางการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างได้ผล

             5.สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนเรื่องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และร่วมรับรู้และรับผิดชอบต่อความเจริญและการพัฒนาประเทศและสังคมโดยรวม

             จากความหวังของ คสช. ทำให้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ที่ประชุม กรธ. ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ทำหน้าที่หัวโต๊ะ ยกโครงร่างที่กำหนดไว้ มาวิพากษ์และถกเถียงถึงสูตรสำเร็จที่จะตอบโจทย์ แต่ด้วยปมปัญหาที่มากและความคาดหวังที่เกินจินตนาการ ทำให้ “กรธ.” จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานชุดเล็ก มาศึกษาประเด็นเบื้องต้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างทางนิติบัญญัติ, โครงสร้างทางบริหาร, แนวทางการปฏิรูป, กลไกสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ และเรื่องที่ที่ประชุม กรธ.เต็มคณะต้องพิจารณาร่วมกัน คือ การหาทางป้องกัน ปราบปรามการทุจริต ซึ่งอาจเพิ่มมาตรการระงับการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศและสังคมโดยรวม

             รวมถึงยกประเด็นไฮไลท์ที่ต้องหาคำตอบมาพิจารณาเต็มองค์คณะ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง ทั้งการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง, การตรวจสอบและควบคุมนโยบาย กลไกห้ามฝ่ายการเมืองแทรกแซงส่วนราชการ และการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรม คุณธรรมให้แก่ประชาชน

             ทั้งนี้ การศึกษาทั้งหมดคณะทำงานต้องเร่งทำและส่งกลับมายัง กรธ. อย่างช้าต้นเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้ทีมยกร่างบทบัญญัตินำไปเขียนเป็นภาษากฎหมายในร่างรัฐธรรมนูญ

             ขณะที่ความคาดหวังที่สำคัญ ซึ่ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.” สื่อความสู่สาธารณะเมื่อเช้าวันที่ 10 ตุลาคม ที่สะท้อนภาพของผู้นำประเทศ ที่การันตีงานร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีเข็มมุ่งสู่การแก้ปัญหาของประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตย และเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างน้อยในกระบวนการแสดงความเห็น 

             ทำให้หลายฝ่ายตีความถึงการเขียนรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญกับอนาคต “คสช.”!!

             โดยเฉพาะ อนาคตของ คสช. ที่ถูกยกวางไว้บนบ่าของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ให้นำพาไปสู่ถนน อันเป็นทางลงจากอำนาจแบบสวยงาม รวมถึงต้องสร้างคำตอบให้กับเหตุผลตั้งต้นของการเข้ายึดและควบคุมอำนาจปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

             แต่การจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตที่สวยงามของคสช. ในความเป็นจริงไม่ใช่ของง่าย เพราะสังคมที่จับตา และไม่ได้ให้ความไว้วางใจ ในหลายเงื่อนไข อาทิ การสืบทอดอำนาจ-สร้างรัฐราชการซ้อนรัฐบาลของประชาชน-ลดบทบาทภาคประชาสังคมต่อกิจการบ้านเมือง อย่างที่เคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา

             แม้สารของ “หัวหน้า คสช.” ผ่าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ในตอนท้าย ที่ระบุคำสำคัญว่า “คสช.และรัฐบาลคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างอยู่นี้จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนในการแสดงความคิดเห็นจนเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสมบูรณ์สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ และคงเป็นการดีที่ทหารจะต้องไม่เข้ามาแก้ปัญหาเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก” แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้ระดับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นหรือไม่

             เพราะการให้เฉพาะ “สิทธิแสดงความเห็น” แต่ไม่ให้เวทีหรือโอกาสหรือผ่อนปรนกติกาที่บีบรัด อย่างที่ภาควิชาการ-สังคมหลายฝ่ายเรียกร้องอาจทำให้เกิดการมีส่วนร่วมแบบหลอกๆ

             หากมีแต่คำพูด โดยไม่มีสิ่งการันตีทางปฏิบัติ ความหวังแห่งอนาคตสวยงามและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ตามที่ คสช.วาดฝันอาจไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง