
45ปีที่จากไป:มิตร ชัยบัญชา
45ปีที่จากไป:มิตร ชัยบัญชา : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา
เดือนตุลาคมสำหรับคนไทย เป็นเดือนแห่งการรำลึกอดีตกันจริงๆ นอกจากเราจะร่วมรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เดือนนี้ยังมีการจัดงานรำลึกถึงดารานักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ ขวัญใจชาวไทยเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน เขาคือ มิตร ชัยบัญชา พระเอกหนังไทยที่ไม่เคยตายไปจากความทรงจำของเรา
คำว่า “ของเรา” ที่ผมพูดนี้ ต้องมีการอธิบายเพิ่มเติมกันเล็กน้อย เพราะมันคงไม่ได้หมายรวมถึงคนไทยทุกคนในขณะนี้ แต่น่าจะเฉพาะเจาะจงไปที่คนที่มีอายุ 50 กว่าปีขึ้นไป มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 ด้วยอุบัติเหตุตกจากบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ ขณะแสดงหนังเรื่อง “อินทรีทอง” ที่บริเวณหาดดงตาล พัทยาใต้ จ.ชลบุรี มาถึงวันนี้ก็จะครบรอบ 45 ปีแล้ว นั่นหมายความว่า ถ้าใครเกิดในปี พ.ศ.2513 ก็คงไม่รู้จัก มิตร ชัยบัญชา เพราะยังจำความไม่ได้ คนที่จำพระเอกหนังผู้เป็นอมตะคนนี้ได้ ต้องเป็นคนที่เกิดไม่เกินปี 2506 ยกเว้นคนที่เกิดทีหลังแต่สนใจศึกษาค้นคว้าชีวประวัติของนักแสดงท่านนี้
ผมขอรำลึกถึง มิตร ชัยบัญชา ด้วยการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ตอนมิตรเสียชีวิต ผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมปลาย เรารู้ข่าวนี้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เวลานั้นข่าวหนังสือพิมพ์จะสดกว่าทุกวันนี้ เพราะมันไม่ถูกเผยแพร่ด้วยช่องทางของสื่ออื่นๆ มาก่อน หนังสือพิมพ์ทำเอาคนไทยช็อกกันไปทั้งประเทศ ต้องบอกว่าทั้งประเทศจริงๆ มิตร ชัยบัญชา ไม่เหมือนพระเอกหนังหรือละครในทุกวันนี้ ที่เกิดขึ้นและดับไปในเวลาสั้นๆ แต่สำหรับมิตร ชัยบัญชานั้นไม่ใช่ เขาไม่ใช่พระเอกหนังแต่เพียงอย่างเดียว แต่เขาคือศูนย์กลางแห่งความบันเทิงของคนไทยในเวลานั้น เขาคือสถาบันแห่งภาพยนตร์ไทยก็ว่าได้ ข่าว มิตร ชัยบัญชา ตาย ทำเอาคนร้องไห้กันทั่วประเทศจริงๆ ผมเองก็ไม่นึกว่าตัวเองจะมาพลอยร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะการเสียชีวิตของพระเอกหนังคนหนึ่ง ชีวิตผมเคยร้องไห้กับการตายของดารา นักร้องแค่สองครั้ง หนึ่งคือตอนพระเอกมิตรตาย ครั้งที่สองคือตอนสุรพล สมบัติเจริญ เสียชีวิต
ถ้าจะเปรียบเทียบความรู้สึกของคนไทยเมื่อ 45 ปีก่อน ก็ต้องพูดว่า ข่าวการเสียชีวิตของพระเอกมิตร ชัยบัญชา ทำให้โลกในประเทศไทยหยุดหมุน ขนาดข่าวหนังสือพิมพ์พาดหัวทุกฉบับ คนจำนวนมากก็ยังไม่เชื่อว่ามิตรตายจริง พวกเขายังมีความหวังว่า นั่นแค่ข่าวลือ จนกระทั่งต้องมีการนำเอารูปถ่ายของมิตรตอนเสียชีวิตออกมาลงในหนังสือพิมพ์ นั่นแหละพวกเขาจึงเชื่อว่ามันเป็นความจริง
มิตร ชัยบัญชา สำคัญและมีอิทธิพลกับคนไทยมากขนาดนั้นเลยหรือ? คนรุ่นนี้อาจพากันสงสัยใคร่รู้ ก็คงต้องเท้าความกันก่อนว่า วงการบันเทิงของไทยในเวลานั้นมีอะไรให้เราได้ดูชมกันไม่กี่อย่าง หนึ่งก็คือภาพยนตร์ สองก็คงเป็นละครวิทยุ สำหรับวงการภาพยนตร์ในตอนนั้น มีพระเอกนางเอกที่ถือว่าเป็นซูปเปอร์สตาร์อยู่ไม่กี่คน พระเอกก็มีมิตร ชัยบัญชา สมบัติ เมทะนี ไชยา สุริยัน ส่วนนางเอกที่เป็นขวัญใจคนดูหนังก็คือ เพชรา เชาวราษฎร์ พิศมัย วิไลศักดิ์ และภาวนา ชนะจิตร แต่ในทั้งหมดนี้ มีดาราคู่ขวัญเพียงคู่เดียวที่อยู่ในหัวใจคอหนังชาวไทย นั่นคือ มิตร ชัยบัญชา กับเพชรา เชาวราษฎร์ ทั้งสองเหมือนปาท่องโก๋ ที่แสดงหนังร่วมกันเป็นร้อยเรื่อง ดังนั้นเมื่อมิตรตายไปอย่างฉับพลันทันด่วน ก็เหมือนกับสิ่งที่สำคัญและคุ้นเคยในชีวิตมาขาดหายไป การตายของมิตร มันสำคัญถึงขนาดว่า อาจจะต้องลดธงชาติครึ่งเสาด้วยซ้ำไป
ผมคิดว่า คนร่วมสมัยกับมิตรก็คงรู้สึกไม่ต่างจากผมในตอนนั้น เด็กๆ อย่างเราที่เติบโตมากับการดูหนังไทยทั้งในวิกและหนังกลางแปลง มีมิตร ชัยบัญชา กับเพชรา เชาวราษฎร์ เป็นสรณะทางความบันเทิง ไปตรงไหนก็มีโปสเตอร์หนังติดไปทั่ว ใบหน้าของมิตรปรากฏอยู่มากกว่าคนสำคัญระดับผู้นำประเทศ เขาทำให้เราหัวเราะ ร้องไห้ และฮึกเหิม เขามีแต่นำสิ่งที่ดีมาสู่ชีวิตของพวกเรา เขาคือความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ ที่คนไทยอายุครึ่งร้อยขึ้นไปทุกคนมีและแบ่งปันร่วมกัน การตายของพระเอกมิตร ชัยบัญชา ในเวลานั้นคือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการภาพยนตร์ไทย ผมคิดว่า สำหรับประเทศของเราคงไม่มีพระเอกหนังคนใดที่เมื่อตายไปแล้วจะทำให้คนทั้งประเทศต้องร้องไห้หนักมากเท่าที่เราเคยร้องไห้กับมิตร ชัยบัญชา มาก่อน
ไม่น่าเชื่อว่า มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตไป 45 ปีแล้ว มันนานพอเท่ากับอายุของคนวัยกลางคน แต่ในความทรงจำของผม มิตรยังคงเป็นพระเอกที่หล่อที่สุดในโลก เรายังจำรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ของเขาได้ไม่รู้ลืม จำบทบาทการแสดงของเขาได้ติดตา ไม่ว่าจะเป็นบทโศก บูู๊ หรือตลกขบขัน มิตรสามารถแสดงได้แทบทุกบทบาท จึงไม่แปลกที่ทำให้เขากลายเป็นพระเอกที่อยู่ในความทรงจำของเราไปตลอดกาล
เขียนถึงมิตร ชัยบัญชา ทำให้รู้สึกมีความสุข อย่างน้อยก็ลืมเรื่องวุ่นวายในบ้านเมืองเราไปได้ชั่วขณะ เพราะมันนำเราไปสู่ภาพฝันวันวานอันงดงาม แต่ 45 ปีที่มิตรจากไปก็ทำให้รู้สึกว่า เราแก่ขนาดนี้แล้วหรือ?



