
บริหารน้ำอย่างสมดุล
บริหารน้ำอย่างสมดุล : บทบรรณาธิการประจำวันที่12ต.ค.2558
รัฐบาลเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อแก้วิกฤติภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการน้ำได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ 12 ปี ซึ่งเป็นแผนจัดการน้ำที่สมบูรณ์ที่สุด โดยได้จัดสรรงบประมาณปีนี้วางไว้ 5-6 หมื่นล้านบาท นับเป็นงบประมาณปกติของหน่วยงานที่เน้นการบูรณาการตามแผนน้ำ เนื่องจากเหตุการณ์วิฤกติอุทกภัยเมื่อปี 2554-2556 ไล่เรียงมาจนถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้ฝนไม่ตกหรือตกน้อย จนเกิดเป็นวิกฤติแล้งในปี 2557 และคาดว่าจะลามไปถึงปี 2559 ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากธรรมชาติที่ป่าไม้ถูกทำลายลดลงอย่างมหาศาล ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปทุกมติ ขณะที่ประเทศในอาเซียนได้ฝนมาจากป่า แต่วันนี้ป่าไม้หายไปเป็นจำนวนมาก จึงต้องหันมาสร้างป่ากันใหม่ รวมทั้งจัดระเบียบคนกับป่าใหม่เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการน้ำ ย้ำชัดเจนไม่ว่า รัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศต่อจากนี้ ต้องเดินตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างปี 2558-2569 โดยในปี 2560 ทุกหมู่บ้านจะต้องมีน้ำอุปโภคบริโภค เป็นประปาหมู่บ้าน 7,490 แห่ง ประปาโรงเรียน 6,132 แห่ง ส่วนด้านการสร้างความมั่นคงเพื่อการผลิตจะเพิ่มพื้นที่ต้นทุนน้ำในเขตชลประทาน 10 ล้านไร่ ภายในปี 2569 โดยมีวิสัยทัศน์ ให้ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุลโดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
การบริหารจัดการน้ำมีความสำคัญยิ่ง รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระยะเร่งด่วนและแผนระยะยาว เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดการหยุดชะงักจากปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในอนาคต โดยทุกฝ่ายน้อมนําแนวทางตามพระราชดําริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทํางานและศึกษาวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีรับสั่งให้เตรียมแหล่งน้ำและแก้มลิงในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ รวมทั้งโครงการที่มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ร่วมกับทางกองทัพ ในการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทย
ทุกวันนี้แม้ฝนจะตกน้อยหรือตกใต้เขื่อน แต่เราได้เห็นความพยายามของรัฐบาลที่แก้ปัญหาทั้งเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะยาว อย่างไม่ลดละ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยกำหนดแนวทางขึ้นมา 8 มาตรการ 55 โครงการ เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท บูรณาการงานของทุกกระทรวง ทั้งการขุดแหล่งน้ำเพิ่มเติม การขุดลอกคูคลอง การขุดน้ำบาดาล การจ้างงาน การลดต้นทุนการผลิต การปรับเปลี่ยนการปลูกพืช โดยมีภาคเอกชนเข้ามาสมทบ ขณะเดียวกันความพยายามในการดึงภาคเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสรรน้ำ รวมทั้งเปิดเวทีรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดรูปแบบการจัดสรรน้ำให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งเกษตรกรรม ครัวเรือน การรักษาสภาพแวดล้อม ก็จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความสมดุลในการใช้น้ำของทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคตได้อีกด้วย



