คอลัมนิสต์

ดอกต้อยติ่ง

ดอกต้อยติ่ง

04 ก.พ. 2552

ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ไทยในฐานะมหามิตรกับญี่ปุ่นได้ส่งทหารเข้าไปในรัฐฉานของพม่า ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นเรียกว่าสหพันธรัฐไทยเดิม หรือมณฑลพายัพ

โดยมี พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เป็นแม่ทัพพายัพ ตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองเชียงตุง เพื่อต้านยันกองพล 93 แห่งมณฑลยูนนานของจีนกว่อหมินตั่ง ซึ่งประชิดชายแดนพม่า เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของกองทัพญี่ปุ่น บรรดาทหารไทยที่ถูกส่งไปปฏิบัติการรบที่เชียงตุง ก็ถูกปลดจากประจำการอย่างกะทันหัน โดยทางรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับ ทหารส่วนใหญ่ต้องเดินเท้าจากรัฐฉานกลับบ้านเกิด มีชีวิตที่แร้นแค้นทุกข์ยาก ส่วนที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพก็ขาดการเหลียวแลเอาใจใส่ จนถึงสมัย พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อให้ความช่วยเหลือทหารเหล่านั้นและครอบครัว แต่เนื่องจากระยะต่อมาทหารผ่านศึกมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงได้ตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกขึ้น เพื่อทำหน้าที่ดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 จึงได้ถือเอาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันทหารผ่านศึก ต่อมา ใน พ.ศ. 2510 สภาทหารผ่านศึก ได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกให้มีขอบข่ายกว้างขวางขึ้น โดยครอบคลุมถึงทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรทั้งภายในและภายนอกประเทศ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งซึ่งเราจะได้เห็นกันทั่วไปในวันทหารผ่านศึก ก็คือ ดอกป๊อปปี้สีแดง ซึ่งมีความเป็นมาสืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทหารเยอรมันและอังกฤษได้ทำการรบกันครั้งใหญ่ ณ สมรภูมิฟลานเดอร์ส (Flanders) ในประเทศเบลเยียม ภายหลังการรบ จอมพลเอิร์ล แห่งเฮก ผู้บัญชาการทหารอังกฤษ สังเกตเห็นว่าบริเวณสมรภูมิแห่งนั้นตามหลุมศพทหารทั้งสองฝ่ายมีต้นป๊อปปี้ป่าออกดอกสีแดงขึ้นเต็มไปหมด จึงได้นำดอกป๊อปปี้สีแดงมาเป็นเครื่องรำลึกถึงทหารผ่านศึก โดยในอังกฤษมีการขายดอกป๊อปปี้หาเงินสมทบทุนสงเคราะห์ทหารผ่านศึกขึ้นก่อน ส่วนของไทยนั้น เริ่มมีการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ในวันที่ระลึกทหารผ่านศึก ในปี 2511 สมัยที่ ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร เป็นประธานสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ความจริงแล้ว ในเมืองไทยก่อนที่จะรับวัฒนธรรมดอกป๊อปปี้มาจากอังกฤษนั้น เราเคยใช้ "ดอกต้อยติ่ง" เป็นสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึกไทย และมีการจำหน่าย "ดอกต้อยติ่ง" ในวันทหารผ่านศึกเช่นกัน ผมจำได้ว่าประมาณ ปี พ.ศ. 2495-2496 คุณพ่อผม คือ ร.ท.รังษี เสวิกุล ซึ่งเคยไปรบที่เชียงตุง ได้แต่งเพลงให้ทหารผ่านศึกเพลงหนึ่ง โดย ครูสุรพล แสงเอก เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง เพลงนั้นมีเนื้อดังนี้ครับ ต้อยติ่งเจ้าเอ๋ยใครเลยจะคิดลืมได้ เจ้าชูดอกออกไสว อยู่แต่ในกลางดงพงป่า ไม่สวยไม่หอม ดังพยอมไร้คุณค่า เราผ่านศึกมา เจ้าเคยพาให้เราได้ปลื้มลืมตาย รำลึกนึกถึงทุกวัน ความสัมพันธ์นั้นไม่เลือนหาย จะไม่เคลื่อนจะไม่คลาย จะจดจำถึงจนวันตาย จะไม่หน่ายเจ้าเอย ต้อยติ่งมิ่งมิตร นานไปไม่คิดเลือนเลย มีเจ้าไว้ชื่นเชย ไม่ลืมเลยคิดถึงแต่ต้อยติ่งเอย