คอลัมนิสต์

บูรณาการแก้หมอกควัน

บูรณาการแก้หมอกควัน

09 ต.ค. 2558

บูรณาการแก้หมอกควัน : บทบรรณาธิการวันที่ 9 ตุลาคม 2559

              แม้วิกฤติหมอกควันที่พัดปกคลุมพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้จะเกิดขึ้นเกือบทุกปี หากแต่ดูเหมือนว่า หมอกควันไฟจากอินโดนีเซียครั้งนี้จะรุนแรงกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะกินบริเวณกว้าง สร้างความเดือดร้อนหลายประเทศ คือนอกจากประเทศต้นตอแล้ว ก็ยังมีสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก โดยเฉพาะในจังหวัดที่พึ่งพิงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้บรรดาเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หรือแม้แต่คนสุขภาพแข็งแรงทั่วไป ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพและการประกอบอาชีพ ชาวประมงที่สงขลาบอกว่า สภาพอากาศเลวร้ายมาก ขณะกำลังนำเรือประมงเข้าฝั่งยังมองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง นั่นก็หมายรวมถึงอันตรายในด้านการสัญจรไปมา ซึ่งไม่น่าจะแตกต่างไปจากการใช้ถนนหนทางในเมืองต่างๆ ที่ถูกหมอกควันปกคลุมจนมืดมิด

              ปัญหาหมอกควันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นมานานติดต่อกันหลายปี สาเหตุหลักมักจะมาจากการกระทำของคน ซึ่งก็คือการเผาทำลาย เพื่อกิจกรรมเกษตรอุตสาหกรรมที่ต้องการพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากๆ หรือแม้แต่การกระทำอื่นๆ ของคนที่ก่อให้เกิดควัน มากกว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติ อย่างเช่น ไฟป่า ดังจะเห็นได้ว่า ในหน้าแล้งช่วงตั้งแต่ปลายปีจนถึงประมาณกลางปีจะเกิดปรากฏการณ์หมอกควันพัดปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัด แรกนั้นก็โทษกันว่าเป็นเพราะชาวบ้านเผาป่า บ้างก็ว่าเป็นการเผาทำลายในพื้นที่เกษตรกรรมของชาวนาชาวไร่รายย่อย แต่สุดท้าย ผลการตรวจสอบก็ออกมาว่า เป็นเพราะการเผาทำลายซากพืชจากการทำเกษตรอุตสาหกรรมในพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลทั้งในประเทศไทยเอง และประเทศเพื่อนบ้านคือ ลาว และพม่า ซึ่งอุดมไปด้วยไร่ข้าวโพด อันเป็นแหล่งผลิตของยักษ์ใหญ่ที่เรียกกันว่า คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง

              การแก้ปัญหาหมอกควันในย่านประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย พม่า และลาว ยังไม่คืบหน้าไปมากนัก นั่นอาจเป็นเพราะว่า มีอิทธิพลทางการเมืองหรือบริษัทข้ามชาติที่ต้องการทรัพยากรจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเป็นอุปสรรคขวากหนามใหญ่ขวางกั้นเอาไว้ ซึ่งรัฐบาลไทยที่ผ่านมาก็ล้วนแต่ทราบดี แต่ก็ยังไม่สามารถเจรจาเพื่อลดปัญหาให้ทุเลาเบาบางลงได้ แต่ก็มาปรากฏเหตุการณ์หมอกควันจากอินโดนีเซียซ้ำหนักหนาสาหัสขึ้นมา ซึ่งก็มีสาเหตุทำนองเดียวกัน คือ เผาเพื่อกิจกรรมอุตสาหกรรมเกษตร ล่าสุดยังมีรายงานว่า อดีตนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลในบางประเทศ เข้าไปบงการการเผาแผ้วทำลายเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นโจทย์ที่ยากในระดับนานาชาติของภูมิภาคย่านนี้เลยทีเดียว

              อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายวิทวัส ศรีวิหค รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญ นายลุตฟี ราอุฟ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย มาพบ เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันที่ไทยได้รับผลกระทบ นี่นับเป็นปฏิกิริยาล่าสุดที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งแสวงหาหนทางเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายย่อมจะเจรจากันด้วยภาษาทางการทูต แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าหมอกควันจะสงบลงเมื่อใดแล้ว ในปีต่อๆ ไปก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นอีกได้ ตราบเท่าที่กลุ่มประเทศภูมิภาคนี้ยังไม่สามารถบูรณาการแก้ปัญหาให้สำเร็จเสร็จสิ้น กล่าวสำหรับบทบาทของประเทศไทย ถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะใช้โอกาสในท่ามกลางวิกฤติรุนแรงที่สุดครั้งนี้ เร่งกระตุ้นเตือนให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาในระดับนานาชาติที่เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไปด้วย