คอลัมนิสต์

ตุลาคม:บางจำและบางลืม

ตุลาคม:บางจำและบางลืม

09 ต.ค. 2558

ตุลาคม:บางจำและบางลืม : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

              เดือนนี้เป็นเดือนตุลาคม เดือนที่คนหลายคนสำนึกว่า มันคือเดือนแห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนชาวไทย ด้วยว่ามีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์สำคัญทั้งสองเกิดขึ้นในเดือนเดียวกัน แต่คนละวันและคนละปี รวมทั้งคนละอารมณ์และความรู้สึก อย่างไรก็แล้วแต่ ทั้งสองเหตุการณ์ก็อยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีคนอีกไม่น้อยที่พยายามจะลืม

              เหตุการณ์รำลึก 6 ตุลาคม 2519 ผ่านไปแล้ววันสองวัน การจัดกิจกรรมในปีนี้คงเงียบเหงากว่าปีก่อนๆ ด้วยว่าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย บางคนถึงกับเผลอลืมไปว่า ครบรอบ 6 ตุลา 19 ได้เวียนมาอีกคำรบ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 14 ตุลาคม ก็คงมีบางคน บางกลุ่มออกมาร่วมรำลึกเหตุการณ์นี้บ้าง ด้วยว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ได้ประทับอยู่ในความทรงจำของหลายคนและหลายกลุ่ม มันคือความทรงจำร่วมที่คนในสังคมไทยมีด้วยกัน

              สำหรับคนรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป คงไม่มีใครไม่มีความทรงจำต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่สำหรับเยาวชนคนรุ่นหลัง เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 เหตุการณ์ทั้งสองอาจเป็นเหมือนตำนานที่รางเลือนสำหรับพวกเขา ยิ่งเด็กรุ่นใหม่อายุไม่ถึง 25 น้อยนักที่จะจดจำเรื่องราวที่ว่า

              นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา มองว่า ความทรงจำเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิต ที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนได้ผ่านพบประสบมา แต่ประสบการณ์ของแต่ละคนมิใช่เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ร่วมกับคนอื่น เช่น คนในครอบครัว ในชุมชนและสังคม ซึ่งเรียกกันว่า “ความทรงจำร่วม” สำหรับคนที่เคยผ่านหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลามาทั้งสองครั้ง แน่นอน ย่อมมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำที่สร้างความรู้สึกและความหมายที่ดีแก่ตนเอง หรือความทรงจำที่ไม่ดี ถ้ารู้สึกไม่ดี คนเราก็มักที่จะไม่จำ นั่นก็คือพยายามจะลืมมันนั่นเอง

              ผมคิดว่าคนในสังคมไทยมีความทรงจำที่ต่างกันระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 กับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เหตุการณ์แรกเป็นความทรงจำที่งดงามและมีความหมาย เพราะมันหมายถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยที่ลงท้ายด้วยชัยชนะของมวลมหาประชาชน มันเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่ส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนเหตุการณ์ 6 ตุลา 16 กลับเต็มไปด้วยความทรงจำที่เลวร้าย ส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนจำนวนมาก โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาปัญญาชนในเวลานั้น มันเป็นช่วงเวลาแห่งความแตกแยกและร้าวฉานจนคนไทยต้องหันมาฆ่ากันเองอย่างอำมหิต เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา 19 ได้ประทับรอยของความเจ็บปวด ความคับแค้นให้เกิดขึ้นในหัวใจของคนไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลายคนอาจจดจำเหตุการณ์นี้ด้วยเหตุผลว่า มันเป็นชะตากรรมร่วมที่ได้ประสบมาด้วยกัน สำหรับอีกหลายคนพวกเขาพยายามที่จะลืม แต่คงทำได้ยาก

              แอบสังเกตความเคลื่อนไหวในวันรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาของปีนี้ จากสื่อสังคมออนไลน์ สิ่งที่เห็นก็คือ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังจดจำเหตุการณ์นี้ แล้วใช้พื้นที่ของสื่อสังคมแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ใหม่ในการร่วมรำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยบางคนไม่จำเป็นต้องไปร่วมทำกิจกรรมตามอนุสาวรีย์อีกต่อไป ที่สำคัญพื้นที่ใหม่นี้ เปิดโอกาสให้แต่ละคนระบายความรู้สึกนึกคิดได้อย่างอิสระ ทั้งความเจ็บปวด ความเศร้าสลด หรือแม้แต่การทบทวนสรุปบทเรียนหรือชี้ช่องให้ครวญคิด มีการนำภาพต้องห้าม หรือภาพที่แสดงถึงความรุนแรงออกมาปล่อย ทำให้คนอ่านอีกจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกแตกต่างกันออกไป

              การรำลึกเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมืองในลักษณะนี้ มันก็อาจมีข้อดีและข้อเสียพอๆ กัน ข้อดีก็คือ เป็นการร่วมรำลึก อาลัยวีรชนผู้เสียชีวิต หรือไม่ก็จะได้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่า เราเคยผ่านจุดที่เลวร้ายแบบนี้มาแล้ว ขอให้อย่าให้มันได้เกิดซ้ำมาอีกเลย แต่ข้อเสียก็คือ มันอาจจุดชนวนให้เกิดการ “รื้อคิด รื้อแค้น” ขึ้นมาใหม่ เป็นการย้อนรอยกลับไปสู่วังวนแห่งความร้าวฉานเอาง่ายๆ

              ความรู้สึกทั้งบวกและลบที่ว่ามานี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของคนที่มีความทรงจำร่วมกันนั่นเอง แต่สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่อายุยังไม่ถึงวัยเบญจเพส ทำอย่างไร เราจะให้เขาได้เรียนรู้เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญนี้ ทำอย่างไรเราจะถ่ายทอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์ให้แก่พวกเขา เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 แม้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ค่อยจะมีการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้เลย ไม่ว่าจากตำราเรียนประวัติศาสตร์ หรือการเรียนการสอนในโรงเรียน เหมือนกันว่าเรามีความทรงจำร่วมกัน แต่เราก็ไม่พยายามที่จะถ่ายทอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้

              ดังนั้นถ้าจะไปโทษพวกเขาว่าไม่สนใจ ก็คงไม่เป็นธรรมนัก.