คอลัมนิสต์

ภัยจากกระแสสื่อข้ามชาติ

ภัยจากกระแสสื่อข้ามชาติ

04 ก.พ. 2552

นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสบความสำเร็จมากพอสมควรจากการไปเข้าร่วมประชุมถกปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส

นอกจากได้พบปะผู้นำประเทศอื่นๆ สื่อมวลชน และร่วมแสดงความคิดเห็นในวงสนทนากับบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ แล้ว ยังมีโอกาสได้ชี้แจงนโยบายและจุดยืนของประเทศไทยต่อปัญหาต่างๆ รวมทั้งแนวทางในการร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย สิ่งหนึ่งซึ่งอาจสร้างปัญหาและความพะวักพะวงต่อนายกฯ อภิสิทธิ์ คือท่าทีและทิศทางในการนำเสนอข่าวสารของสื่อต่างประเทศ ต่อกรณีต่างๆ ทั้งการเมือง สังคม และโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญา ซึ่งพยายามหลบหนีเข้าประเทศไทยเพื่อหางานทำ เป็นต้นตอของการถูกกล่าวหาว่ากองทัพไทยไม่ปฏิบัติต่อกลุ่มชนเหล่านี้ตามหลักมนุษยธรรม นอกจากนั้น ยังมีสื่อต่างประเทศซึ่งจ้องเสนอข่าวด้านลบต่อรัฐบาล รวมทั้งมีข้อความเชิงหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ จนสร้างความน่าสงสัยว่าการประโคมข่าวเช่นนั้นไม่เป็นการนำเสนอข่าวตามภาวะปกติ และเป็นเหมือนการสมรู้ร่วมคิดกับคนไทยกลุ่มหนึ่งและสื่อต่างประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด ทำให้สภาวะของรัฐบาลต้องเผชิญความยุ่งยากมากกว่าที่ควรจะเป็น และต้องใช้เวลาในการแก้ไข อธิบายต่อสังคมโลกให้รับรู้ความจริง ปัญหาข้อความเชิงหมิ่นต่อสถาบันนั้นถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อน จะนำมาชี้แจงเป็นเปลาะๆ ไม่เหมาะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงการต่างประเทศคงต้องหาทางอธิบายให้สื่อต่างๆ ได้เข้าใจ รวมทั้งตอบคำถามเพื่อหักล้างความพยายามใส่ร้ายป้ายสีสถาบันสำคัญของประเทศ ส่วนปัญหาชาวโรฮิงญานั้น รัฐบาลไม่สมควรตื่นเต้นเกินไป เพราะชาวโรฮิงญาเป็นแรงงานข้ามชาติ พยายามหลบหนีเข้าเมืองเพื่อหางานทำโดยวิธีนอกกฎหมาย เช่นการใช้เอกสารปลอม หรือหวังรอให้ไปประเทศอื่นๆ เป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ เพราะไม่เข้าข่ายเป็นผู้ลี้ภัยเศรษฐกิจหรือการเมือง ที่ผ่านมานั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ดำเนินแนวนโยบายถูกต้อง พร้อมเจรจาทุกฝ่าย และควรเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติ หาทางออก หรือยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลชาติอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก รับตัวไป เพราะประเทศไทยไม่มีทรัพยากรเหลือเฟือสำหรับเลี้ยงดูแรงงานเถื่อนแบบถาวร ช่องทางสำคัญเพื่อบรรเทาปัญหา สร้างความกระจ่างให้ประชาคมโลก คือการใช้องค์กรและสื่อของรัฐให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่นสถานทูตในต่างประเทศ เครือข่ายสื่อ รวมทั้งบุคลากรที่น่าเชื่อถือในการรณรงค์ให้ข้อมูลความจริง แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับข้อกล่าวหาซึ่งถูกประโคมโหมให้เลวร้ายเกินสภาพความเป็นจริง เพราะสื่อข้ามชาติล้วนมีเจตนาหรือวัตถุประสงค์ต่างกัน และไทยไม่ได้เป็นกรณีแรกซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการเสนอข่าวด้านลบ ซึ่งไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรง ไม่มีความเป็นวิชาชีพ โดยที่ประเทศอื่นๆ ก็เผชิญกับการรุมเล่นงานมาก่อนเช่นกัน