
เริ่มต้นที่สมพงษ์ สระกวี
เริ่มต้นที่สมพงษ์ สระกวี : กระดานความคิด โดยศรายุทธ สายคำมี
ถึงแม้แกนนำเสื้อแดงในพรรคเพื่อไทยจะประกาศคาดโทษใครออกไปเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ คสช.กวักมือหยอยๆ ให้เข้าไปมีส่วนร่วม ว่า ใครที่ก้าวออกไปจะไม่มีวันได้กลับมา
ประมาณก้าวข้ามเส้นที่ไม่อาจหวนคืน ราวๆ นั้น
แต่สุดท้ายก็มีคนเสื้อแดงระดับแกนนำอย่าง สมพงษ์ สระกวี ก้าวออกมา
แต่คงจะไม่นับ สุชน ชาลีเครือ เพราะดูแล้วไม่ค่อยมีบทบาทนักกับการเป็นคนเสื้อแดง การมาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของสุชน น่าจะด้วยเหตุผลอย่างอื่นมากกว่า
จะว่าไป สมพงษ์ สระกวี ก็ใช่ว่าเพิ่งจะมาประกาศว่า ลากันเถอะนะในวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็ทำงานให้ อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่มาทำเรื่องการปรองดองให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ มาก่อนหน้านี้ ตอนนั้นก็ผลักดันให้มี “นิรโทษกรรม” เพื่อให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไปได้มาแล้ว
มาหนนี้ แม้จะอยู่ในกรอบของการเป็น สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ก็จะผลักดันนิรโทษกรรมต่อไป เพราะเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ การนิรโทษครั้งนี้ จะรวมไปถึงคดีเผาบ้านเผาเมืองนั่นด้วย
น่าสนใจตรงที่ สมพงษ์ สระกวี ไปบอกเรื่องนี้กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ว่า จะไปเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นี่แหละ
เพราะ จตุพร บอกว่า แกนนำเสื้อแดงเหลืออีกไม่กี่คนแล้ว ถ้ายังอยู่ก็น่าจะมีโอกาสมีตำแหน่งในพรรค
ก็น่าจะเป็นไพ่ใบสุดท้าย!
ตรงนี้คงไม่ต้องบอกว่า สมพงษ์ สระกวี จะคิดอย่างไร เพราะตัดสินใจออกมาแล้ว
แต่สำหรับจตุพร นี่คงจะมองเห็นแล้วว่า ลงได้มีแกนนำเสื้อแดงก้าวออกไป 1 คน มันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่น่าจะเป็นคุณต่อกลุ่ม นปช.
ยิ่งหาก สมพงษ์ สระกวี ไปแล้วไปได้ดี เดินเครื่องเรื่องปรองดอง ผลักดันกระบวนการนิรโทษกรรมได้ มันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ สุดท้ายมันคงไม่ใช่แค่เลือดไหล แต่มันจะกลายเป็นมหาอุทกภัยกันเลยทีเดียว
เพราะต้องไม่ลืมว่า กำหนดวันที่น่าจะมีการเลือกตั้งอย่างที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าเอาไว้คร่าวๆ ก็โน่นแหละ ปี 2560 ถึงจะมีการเลือกตั้ง
นี่ว่ากันแบบรัฐธรรมนูญ บาย มีชัย ผ่านทุกอย่างแบบฉลุยๆ นะ แต่ถ้าไปสะดุดแบบร่างรัฐธรรมนูญ บาย บวรศักดิ์ และคณะ ละก็ ค่อยมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่
แต่ถึงมีการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน หรือจะไปพูดจาบอกว่า จะทำอย่างนี้ เพราะสัญญากับประชาชนเอาไว้ตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญใหม่คงจะออกแบบให้มีคณะกรรมการอะไรสักอย่างที่โครงสร้างและอำนาจคล้ายๆ กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองนั่นแน่ๆ
นั่นก็หมายความว่า อย่างน้อยอีก 5 ปี นับจากวันที่มีการเลือกตั้ง “การเมือง” ยังจะต้องอยู่กับ “กรอบพิเศษ” ตามที่รัฐธรรมนูญใหม่ บาย มีชัย กำหนดไว้
ยาวนานขนาดนั้น คนเสื้อแดงระดับทั่วไปคงไม่เท่าไหร่ แต่ระดับแกนนำคงจะมีหนาว
ยิ่งแผนการสร้างความปรองดองของ คสช.นั้น พร้อมที่จะบรรจุการ “นิรโทษกรรม” เข้ามาเมื่อไหร่ได้ทุกเมื่อ ก็ยิ่งไปกันใหญ่
ที่สำคัญก็คือ แกนนำคนเสื้อแดงนั่นแหละคือเป้าหมายของ คสช. ที่หากมุ่งจะสร้างความปรองดองก็ต้องเอาคนเหล่านี้ออกมาเดินบนถนนปกติก่อน
จตุพรก็คงจะรู้และเข้าใจในจุดนี้ แต่ก็ทำได้แค่บอกกับ คสช.เมื่อล่าสุดนี้ว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าได้แล้ว
ส่วน คสช.เขาจะฟังหรือทำตามหรือเปล่า คงไม่ต้องไปถามกัน เพราะที่ทำอยู่นั้น มันชัดเสียยิ่งกว่าระบบภาพ เอชดี



