
เริ่มนับหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย
เริ่มนับหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรี
ประกาศออกมาแล้วสำหรับรายชื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ โดยมี “มีชัย ฤชุพันธุ์” รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการตามคาด ซึ่งชื่อของเขาถูกเสนอมาเป็นชื่อแรก ก่อนที่จะมีชื่ออื่นๆ ตามมา แต่เมื่อวันท้ายๆ ก็เหลือชื่อนี้เพียงชื่อเดียว
เอาเข้าจริงแล้วไม่น่าแปลกใจ เพราะ “มีชัย” นั้นเป็นตัวจริงของ คสช.มาโดยตลอด และมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรกของการยึดอำนาจ ที่ผ่านมาเขาอาจจะไม่ออกมายืนแถวหน้าเหมือนกับพรรคพวกเช่น “วิษณุ เครืองาม” ที่มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี หรือ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่มาเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้
แต่เป็นที่รู้กันว่า “มีชัย” คือมือกฎหมายมือหนึ่งของ คสช. และเป็นเบื้องหลังตัวจริง มีส่วนในการเขียนกฎหมาย ร่างประกาศ คำสั่ง และออกแบบเรื่องต่างๆ รวมถึงเจรจากับต่างชาติ
สิ่งที่พิสูจน์ทราบถึงความสำคัญของเขาต่อ คสช. คือ ใน คสช.ชุดแรก มีพลเรือนเพียง 2 คน ที่ได้เป็นสมาชิก คสช. คือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” และ “มีชัย ฤชุพันธุ์” และเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีการปรับสมาชิก คสช. โดยมีพลเรือนเหลือเพียงคนเดียวซึ่งก็คือตัวเขานั่นเอง
ซึ่งหากดูแล้วจุดเด่นของ “มีชัย” ก็ตรงตามสเปกอย่างชัดเจน คือเข้าใจและรับรู้ถึงเจตนาของ คสช. เป็นอย่างดี และที่สำคัญเขาไม่ใช่แค่สายตรง คสช. หากแต่ด้วยความที่เป็นหนึ่งใน คสช.เลย จะทำให้แนวคิดหลักถูกยิงตรงเข้าไปยังร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้มั่นใจได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นจะตรงใจ คสช.อย่างแน่นอน
และด้วยความที่เป็น “มีชัย” จึงทำให้มองได้ว่าการส่งคนระดับนี้ลงมาย่อมมีนัยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเป็นฉบับที่ต้องการให้ผ่านการทำประชามติ มิเช่นนั้นแล้วคงไม่ถึงขนาดต้องลำบากใช้ “มือหนึ่ง” ลงมาเล่นด้วยตัวเอง
ส่วนเรื่องการทำประชามตินั้น ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ที่ “มีชัย” ยังอึกอัก อิดออด เพราะไม่ต้องการให้มีการทำประชามติ แต่ ณ วันนี้เขาพูดชัดแล้วว่าประชามติจะเกิดขึ้นแน่นอน
“ต้องมี เพราะว่ากรธ.เมื่อร่างเสร็จ ก็ไม่มีองค์กรใดมารองรับ อย่างคราวที่แล้ว เมื่อ กมธ.ยกร่างฯ ร่างเสร็จยังมี สปช.มารองรับ คอยโหวตว่าเอาหรือไม่เอา แต่ครั้งนี้ ทั้ง 21 คน ตัดหางปล่อยวัดเลย แล้วถ้าขืนเอาร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จมาใช้เลย ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น คิดว่าการทำประชามติยังเป็นของจำเป็น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้”
ส่วนตัวบุคคลในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็เรียกได้ว่ามีหลายเรื่องที่ต้องให้ตีความเช่น การที่ไม่มีอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เข้ามาเลยนั้น ทำให้มองได้ว่าเขาต้องการให้กรรมการร่างฯ ชุดนี้ทำงานอย่างอิสระ เพราะพื้นฐานจะต้องพิจารณาตามกรอบของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องการคนที่จะสามารถมาปรับแก้ได้หากมีความจำเป็น และทำให้เห็นว่าพวกเขามีความเป็นอิสระและแตกต่างจากกรรมาธิการยกร่างฯ
หรือการที่มีอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถึง 4 คน คือ สุพจน์ ไข่มุกด์, ประพันธ์ นัยโกวิท, อัชพร จารุจินดา และ พล.อ.อัฏฐพร เจริญพานิช ก็อาจจะตีความได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะใช้ตัวแบบของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” และฉบับ 2550 มาผสมกัน
กระทั่งการให้อดีต กกต.เข้ามาร่วมถึง 2 คน คือ อภิชาต สุขัคคานนท์ อดีตประธาน กกต. และ ประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กกต. ก็อาจจะสื่อถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการทบทวนเรื่องระบบการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าเมื่อเปลี่ยนกรรมการชุดใหม่เนื้อหาจะสามารถหลีกจากเดิมได้ขนาดไหน เพราะขนาดเงื่อนไข 5 ข้อ ที่ “มีชัย” แถลงออกมานั้นก็ยังอยู่ในกรอบพิมพ์เขียวที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 35 ระบุเอาไว้
และต้องไม่ลืมว่าเหตุผลที่ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเนื้อหา หากแต่เป็นบรรยากาศโดยรวม และใครบางคนยังไม่ต้องการให้เกิดการทำประชามติขึ้น เนื่องด้วยยังไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง
ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าร่างฉบับนี้เนื้อหาจะไม่หนีจากเดิมมากนัก ซึ่งก็ต้องไปลุ้นว่าในชั้นประชามติจะทำอย่างไร แต่ก็เป็นไปได้สูงว่าสุดท้าย คสช. น่าจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ผ่าน รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มเงื่อนไขว่า “หากไม่ผ่านจะเขียนเอง”
จึงน่าสนใจว่าแม้เนื้อหาจะคล้ายของเดิม แต่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงโดยใส่อะไรเพิ่มหรือถอดอะไรออก ไม่เกิน 6 เดือน รู้กัน..!!!



