คอลัมนิสต์

พฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจ

พฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจ

07 ต.ค. 2558

พฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

            “ไม่รู้เลยหรือว่า พวกแม่ทัพนายกองที่ออกรบ หากไม่มีไพร่พลจะชนะข้าศึกได้อย่างไร?” ถ้อยคำต่อว่าด้วยอารมณ์น้อยใจอย่างมากมายของเหล่าบรรดาไพร่พลที่ทำงานมานานจนเวลาล่วงเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตรับราชการตำรวจปิดท้ายเรื่องราวที่มีที่มาจาก “การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังในประเด็นที่มีความอ่อนไหวค่อนข้่างสูง คือ การเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจ!!”

             การที่สังคมจับจ้อง และสรุปลงความเห็นว่า “ตำรวจประพฤติมิชอบโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นเป้าหมายสำคัญในการปฏิบัติงานด้วยนั้น” ถูกเผยแพร่กันอย่างมากมายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา

             ทั้งนี้ เจตนาเบื้องหลังการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมีหลายประการ

             แต่จะมี “คนนอก” สักกี่คนที่ได้มีโอกาสล่วงรู้ว่า

             “ความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบ” คือที่มาที่สำคัญและทรงพลังอย่างมากแห่งการเกิดปรากฏการณ์ที่ตำรวจต้องรีดไถ ประพฤติมิชอบต่างๆ นานาในขณะปฏิบัติงาน ทางแก้ไขจึงหมายถึงการปฏิรูปให้ระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลเกิดขึ้นให้จงได้

             การที่เห็นตำรวจรีดไถ กดขี่ข่มเหง ตั้งด่านจราจรอย่างน่าระแวงสงสัยนั้นเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์เล็กๆ ที่ไม่แนบเนียน ถ้าไม่ตั้งใจและพยายามวิเคราะห์ก็จะมองไม่เห็น (พระเอก?) ผู้อยู่เบื้องหลัง

             หรือว่า...มีนายตำรวจใหญ่จำนวนไม่น้อยที่เป็นต้นธารแห่งการประพฤติมิชอบเหล่านั้น และเบื้องหลังนายตำรวจก็มีคนหรือกลุ่มคนที่ใหญ่กว่าตำรวจ มีอำนาจที่มากกว่า และแนบเนียนมากกว่ายืนอยู่เบื้องหลัง

             แต่ทำตัวเหมือนว่าเป็นพระเอก?

             เหยื่อจึงมีหลายระดับ โดยมีประชาชนคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างสมบูรณ์

             ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อก็จำเป็นต้องมองปรากฏการณ์ที่เห็นนี้ให้ลึกซึ้งพร้อมกับการตั้งคำถามเพื่อถอนรากถอนโคน

             การที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งหรือส่วนหนึ่งตั้งคำถามต่อการตั้งด่านจราจรว่าเป็นไปเพราะต้องการส่วนแบ่งค่าปรับใช่หรือไม่? หากตอบอย่างไม่ดัดจริตก็ “ต้องตอบว่าใช่” แต่การจับผู้ที่กระทำผิดและได้รับเงินรางวัลจากผลงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายได้รัฐนั้นต่างอะไรกับบุคลากรในอาชีพอื่นๆ

             การยกเลิกสิ่งจูงใจในการทำงานจะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมการทำงาน? และหากพฤติกรรมการทำงานนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบปรามการกระทำที่ละเมิดชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยแล้วนั้น จะเกิดอะไรขึ้น?

             หากไม่มีคนทำงาน ไม่มีไพร่พลทำงาน เพียงเพราะคนนอกองค์กรขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของกระบวนการทำงานและปัญหาอุปสรรคที่มีอยู่อย่างมากมายในการทำงานแล้วนั้น อีกทั้งยังถูกสมทบให้ความเจ็บช้ำน้ำใจให้ทบทวีด้วยการดูแคลนของ  “คนใน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาด้วยแล้วนั้น ไพร่พลตำรวจผู้ปฏิบัติงานคงไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บใจ ไม่สามารถทนทานต่อความหวั่นไหวในความยากลำบาก และอาจจะเปลี่ยนความคิดว่า

             “คงจะถึงเวลาแล้วที่จะสะสมผลประโยชน์ไว้ต่อลาภก่อผลให้ตนเองได้ดิบได้ดีเจริญก้าวหน้าบ้าง เหมือนอย่างที่บรรดานายๆ ทั้งหลายนิยมกระทำกันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะได้ผลกรรมที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ปัจจุบันมากนัก ? ใช่หรือไม่?” ประชาชนจะปล่อยให้กลุ่มคนที่มีหน้าที่ในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของเรามีวิธีคิดเช่นนี้อยู่ต่อไปและทวีความรุนแรงได้จริงหรือ ?

             กระแสปฏิรูปตำรวจจางหายไปแล้วหรือ? เราจะลองตรวจสอบอย่างจริงจังถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทำให้ประชาชนได้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีมาทำงานเพื่อประชาชน เพื่อความผาสุกที่แท้จริงของสังคมว่าผู้มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในยุคนี้ได้ดำเนินการอย่างไร? ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นดั่งคำสัญญาหรือไม่...ได้หรือยัง ?

             เราจะทำตามสัญญา...ขอเวลาอีกไม่นาน!!!