
สร้างเกราะป้องภัยโจรกรุง
สร้างเกราะป้องภัยโจรกรุง : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2558
เหตุการณ์ร้ายแรงสะเทือนขวัญที่เกิดกับ น.ส.สฤตาพร สันติเมทนีดล นักวิเคราะห์การเงิน ธนาคารซูมิโตโม บุตรสาวของ ดร.สฤต สันติเมทนีดล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมาย ไม่เพียงเฉพาะแต่ประสิทธิภาพการทำงาน ”พิทักษ์สันติราษฎร์” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต่อวิถีชีวิตและความปลอดภัยของทุกๆ คนที่ร่วมอาศัยกันอยู่ในเมืองใหญ่ ที่โดยมากแล้วก็มักจะมีสารพัดเภทภัยให้ต้องระมัดระวังกันอยู่แทบทุกฝีก้าวอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เหยื่อคนร้ายรายนี้ประมาทหรือขาดความระมัดระวังแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุกลับเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า แทบทุกตารางนิ้วในกรุงเทพมหานคร แทบจะหาความปลอดภัยไม่ได้เสียแล้วหรืออย่างไร
มองในมุมของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ ดูเหมือนว่า คดีตีชิงวิ่งราวทรัพย์จะเป็นอาชญากรรมประจำวันที่สร้างความชาชินให้แก่คนเมืองหลวงไปแล้ว เหมือนกับที่เคยมีคำกล่าวว่า “โจรชุมยิ่งกว่ายุง” อย่างการชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ ชิงทรัพย์หรือปล้นธนาคาร ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่อุกอาจทั้งสิ้น ซึ่งกรณีเช่นนี้ หากมองในมุมของวิชาการก็ย่อมจะมองว่าเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายย่อมจะชุกชุมเป็นธรรมดา เพราะการทำมาหากินแบบสัมมาอาชีพกลายเป็นเรื่องฝืดเคืองยากแค้น แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง ก็จะมีบทวิเคราะห์อันว่าด้วยความย่อหย่อนของเจ้าหน้าที่และมาตรการรักษาความปลอดภัยในเมืองใหญ่ อย่างเช่นไฟส่องสว่างถนนหนทาง กล้องโทรทัศน์วงจรปิด เจ้าหน้าที่ที่จะต้องออกตรวจตราตามจุดเสี่ยงต่างๆ
ที่น่าสงสัยมากที่สุด สำหรับเหตุร้ายที่เกิดกับบุตรสาวอดีตรัฐมนตรีก็คือ จุดเกิดเหตุอยู่ในย่านธุรกิจ ที่แม้จะลึกเข้าไปภายในหลืบของตึก แต่ก็เป็นทางผ่านที่ในยามปกติย่อมจะมีคนพลุกพล่าน จนไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเหตุขึ้นได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาต่อมาว่า สาเหตุที่คนร้ายสามารถลงมือได้เป็นเพราะสถานที่อำนวย หรือว่าความย่อหย่อนของมาตรการรักษาความปลอดภัยจองเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ อย่างเช่น สายตรวจเดินเท้า อาสาสมัครแจ้งภัย แม้กระทั่งความรวดเร็วในการติดตามตัวคนร้ายหลังก่อเหตุ ดังที่ได้สะท้อนออกมาให้สังคมรับรู้กันว่า ถ้าหากเหยื่อไม่ใช่ลูกสาวอดีตรัฐมนตรีแล้ว คดีนี้จะเงียบหายไปหรือไม่ แต่นั่นเจ้าหน้าที่ก็ยังยกสารพัดเหตุผลขึ้นมาอธิบายกับสังคมให้เห็นถึงภาวะสุดวิสัย
อย่างไรก็ตาม การทำงานในเชิงการป้องกันไม่ให้คนร้ายก่อเหตุนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฝ่ายผู้ก่อเหตุเสมือนเป็นผู้ล่า ย่อมเลือกที่จะอาศัยจังหวะเอื้ออำนวยก่ออาชญากรรม กรณีเช่นนี้ก็ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนย่อมถือเป็นวาระลำดับต้นๆ ของภาครัฐรองจากเรื่องปากท้อง ที่จะต้องวางโครงการข่ายป้องกันภัยให้ตอบสนองต่อวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น การใช้ชีวิตในตอนกลางคืนของหลายอาชีพ ความเร่งรีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้ถึงทันตอกบัตรเข้างาน ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ต้องอาศัยแผนบูรณาการการทำงานของทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่และชุมชนที่จะเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหูเป็นตา เป็นเครือข่ายป้องกันภัยที่น่าจะได้ผลมากที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่า เกราะป้องกันโจรผู้ร้ายที่ดีที่สุดก็คือความเข้มแข็งของแต่ละชุมชนและสังคมโดยรวม



