คอลัมนิสต์

วาระแห่งเกษียณ

วาระแห่งเกษียณ

05 ต.ค. 2558

วาระแห่งเกษียณ : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

            เพิ่งพ้นเดือนกันยายนไปไม่กี่วัน เดือนกันยายนของแต่ละปีไม่เพียงแต่เป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณ แต่ยังเป็นวันสิ้นสุดเวลาปฏิบัติราชการของบรรดาเหล่าข้าราชการทั้งหลายด้วย ช่วงนี้งานเลี้ยงแสดงมุทิตาจิตแก่ข้าราชการที่เกษียณอายุดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ ได้จัดขึ้นจนเป็นประเพณีไปเสียแล้ว
           
            รัฐบาลไทยกำหนดเวลาในการปฏิบัติงานของข้าราชการไทยไว้ว่า ต้องยุติลงเมื่ออายุครบ 60 ปี ที่ยึดเอาอายุเท่านี้ อาจเป็นไปได้ว่า สมัยก่อนคนอายุหกสิบจะแก่กว่าคนสมัยนี้ ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า คนที่อายุถึงวัยเกษียณยังดูไม่แก่ บางคนยังสุขภาพแข็งแรง บอกใครว่าเกษียณแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ หลายหน่วยงานได้ต่ออายุราชการให้สำหรับคนที่มีคุณสมบัติต้องตามเกณฑ์กำหนดไปอีก 5 ปี การต่ออายุราชการดีในแง่ที่ว่า จะได้ใช้ประสบการณ์และความรู้ความสามารถของข้าราชการบางคนให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานได้อีกระยะหนึ่ง ในขณะที่ปัจจุบันหน่วยงานหลายแห่งขาดแคลนคนทำงานที่มีความรู้และประสบการณ์อยู่ไม่น้อย

            ส่วนคนที่ไม่ได้รับการต่ออายุ บางคนก็แสวงหาแนวทางทำอย่างอื่นแทน เพราะเชื่อว่าตนเองยังมีศักยภาพและสุขภาพดีพอที่จะทำได้ หลายคนออกมาพักผ่อนใช้ชีวิตอิสระอยู่กับบ้าน จะทำอะไร อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ บุคคลเหล่านี้ยังได้รับเงินบำเหน็จ บำนาญ ตอบแทนในบั้นปลายของชีวิต

            ปีนี้ว่ากันว่าข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ถึงวาระเกษียณอายุราชการจำนวนมาก เมื่อข้าราชการเกษียณอายุไปก็มีการหาอัตรากำลังมาทดแทน ข่าวล่าสุดแจ้งว่า รัฐบาลได้จัดสรรอัตราข้าราชการในปีงบประมาณ 2558 เพิ่มขึ้นจำนวน 13,280 อัตรา การเพิ่มจำนวนอัตราข้าราชการเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่ารัฐจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลก็ตาม เพราะข้าราชการและพนักงานของรัฐเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า รัฐต้องจ่ายเงินบำนาญเลี้ยงดูข้าราชการที่เกษียณอายุไปจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เว้นเสียแต่ข้าราชการคนนั้นรับเงินบำเหน็จไปก่อน ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้จ่ายเพิ่มสำหรับอัตรากำลังใหม่ มีตัวเลขที่น่าเชื่อถือได้เปิดเผยว่า การบรรจุข้าราชการหนึ่งคน ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบรรจุจนถึงวันเกษียณ รัฐต้องใช้เงินถึง 25 ล้านบาทเลยทีเดียว ตอนนี้ข้าราชการไทยมีอยู่ประมาณ 4 แสนคน ลองเอา 25 คูณเข้าไป ก็จะเห็นได้ว่า เงินภาษีอากรที่เก็บจากประชาชนมาจ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการนั้นมหาศาลเพียงใด

            สำหรับข้าราชการทุกคน หากทุ่มเท อุทิศตนเพื่อทำงานให้แก่ราชการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มกำลังสามารถ หรือได้สร้างสรรค์พัฒนาสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมและประเทศชาติ เงินมหาศาลเหล่านี้ก็ไม่ควรเสียดาย เพราะว่าไปแล้วเงินเดือนข้าราชการไทยก็ไม่ได้สูงจนเกินไป แต่สำหรับข้าราชการที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ตลอดชีวิตข้าราชการความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ แต่รับเงินเดือนทุกเดือนนี่ก็ถือว่า เอาเปรียบสังคมมากพอแล้ว

            ในทางตรงข้าม พวกข้าราชการเลวๆ ที่ตลอดชีวิตราชการ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน โกงกิน คอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง หากไม่ถูกจับได้หรือโดนคดีความไปเสียก่อน เมื่อเกษียณอายุไปแล้ว รัฐยังจะต้องจ่ายเงินมหาศาลให้แก่อดีตข้าราชการแย่ๆ เหล่านี้ไปจนถึงวันตาย การจ่ายเงินให้คนที่เคยทำคุณงามความดีแก่ชาติบ้านเมืองมันเป็นเรื่องชอบธรรม แต่การที่รัฐต้องมาสูญเสียเงินจำนวนไม่น้อยให้แก่พวกอดีตเหลือบ ปลิง เหล่านี้สืบต่อไปอีก ถือว่าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย สู้เอาเงินภาษีในส่วนนี้ไปใช้จ่ายในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมจะดีกว่า ไม่ได้พูดให้ร้ายข้าราชการ แต่เชื่อเถิดว่า มีข้าราชการประเภทหลังอยู่จำนวนมากทีเดียวที่เป็นกาฝากสังคม เมื่อหลุดพ้นวงจรมาแล้ว ก็ยังได้รับประโยชน์ตอบแทนทั้งที่ไม่ควรจะได้

            สังคมไม่อาจเรียกคืนสำนึกที่ดีจากบุคคลประเภทนี้ได้อีก แต่นี่น่าจะเป็นข้อคิดที่ดีสำหรับข้าราชการที่บรรจุใหม่หรือที่ยังคงปฏิบัติราชการในหน้าที่อยู่ ว่ากันว่า หากข้าราชการไทยทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาจากเดิมอีกสักนิด ประเทศของเราก็พัฒนาก้าวไกลไปมากกว่านี้ พวกที่หลุดไปแล้วก็แล้วกันไป แต่คนที่ยังอยู่ควรจะได้มีจิตสำนึกว่า การที่ตนได้เข้ามาทำงานเป็นข้าราชการ ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างเหนือกว่าประชาชนทั่วไป ก็ควรที่จะได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ของตน อุทิศแรงกายแรงใจทำงานให้เต็มความรู้ เต็มความสามารถ และตั้งตนอยู่บนความซื่อสัตย์ สุจริต เมื่อถึงวาระเกษียณอายุไปจะได้ภูมิใจว่า ตนเองเป็นข้าราชการที่ดีมาโดยตลอด

            สำหรับพวกข้าราชการเลวๆ ที่ยังได้เงินบำนาญไปอีกจนตาย บอกตรงๆ ว่า เสียดายเงินครับ