คอลัมนิสต์

บทเรียนค่าโง่?

บทเรียนค่าโง่?

02 ต.ค. 2558

บทเรียนค่าโง่? : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

             เห็นบทสัมภาษณ์ของ นายอุตตม สาวนายน รมต.ไอซีที ต่อกรณีให้บริษัททีโอทีเร่งยื่นโนติสต่อเอไอเอสคู่สัญญาสัมปทานมือถือก่อนสัมปทานสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานและจากการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมวงเงินเบ็ดเสร็จกว่าแสนล้านบาท

              โดย รมต.ไอซีที ระบุว่า ที่ต้องดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม.และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีคำพิพากษากรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ยังความเสียหายแก่รัฐและการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชน หากไม่ปฏิบัติถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

              ขณะที่ในส่วนสัญญาสัมปทานของบริษัท กสท โทรคมนาคม กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ ที่ได้แก้ไขสัญญาด้วยนั้น ไอซีทียังไม่สามารถระบุได้ว่าจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากต่างกับกรณีเอไอเอสที่เร่งด่วนกว่าและครม.มีมติให้เร่งดำเนินการก่อนตามคำพิพากษา

              อ่านแล้วก็ให้สะดุดกึกทันทีเพราะเกรงว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะจบลงด้วย “ค่าโง่” เอาอีก !

              เพราะการที่ท่าน รมต.ไอซีทีระบุว่า เหตุที่ต้องให้ทีโอทียื่นโนติสไปยังคู่สัญญาเอกชนก็เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่มีคำพิพากษาเอาไว้ จึงต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนคู่สัญญาเอกชนคือบริษัทเอไอเอสก็มีสิทธิ์จะชี้แจงคัดค้านไม่เห็นด้วย และสุดท้ายเรื่องก็คงไปจบที่ศาลแพ่งซึ่งเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

              ตรงนี้แหละที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก !

              เรื่องอย่างนี้มันมีบทเรียนกรณีคลองด่านที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งจะขอส่วนราชการให้ช่วยกันลงขันจ่ายค่าโง่กว่า 9,000 ล้านบาทให้แก่บริษัทเอกชนคู่สัญญากรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดูกันอยู่

              กรณีดังกล่าวแม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ทั้งนักการเมือง ข้าราชการประจำและบริษัทเอกชน โดยให้จำคุกอดีตนักการเมือง 10 ปี ขณะที่คณะกรรมการป.ป.ช.ก็ชี้มูลความผิดอดีตนักการเมืองและข้าราชการผู้เกี่ยวข้องอีกนับสิบ ไม่แต่เท่านั้นศาลแขวงดุสิตยังมีคำพิพากษาจำคุกนักการเมืองและข้าราชการผู้เกี่ยวข้องในคดีที่กรมควบคุมมลพิษเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตนักการเมืองและคู่สัญญาเอกชนคือกลุ่ม NVPSKG ฐานฉ้อโกงรัฐเสียด้วยซ้ำ

              แต่เมื่อกรณีพิพาทนี้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เพราะฟากฝั่งรับเหมาเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเห็นว่าถูกบอกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมจนนำมาซึ่งการนำข้อพิพาทที่เข้าสู่ศาลและกระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้น ท้ายที่สุดผลการวินิจฉัยชี้ขาดที่ออกมาไม่เพียงจะทำให้กรมควบคุมมลพิษ “ล้มทั้งยืน” ยังทำให้รัฐบาลต้อง “เสียค่าโง่” ไปให้แก่โครงการบ่อบำบัดคลองด่านนี้ร่วม 1 หมื่นล้าน

              กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทาน "ทีโอที-เอไอเอส” ที่ รมต.ไอซีที เร่งให้คู่สัญญาฝ่ายรัฐฟ้องอยู่นี้ก็เช่นกัน ทั้งที่การแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นเป็นความตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย แถมสัญญาที่เซ็นนั้นหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด ต่างก็ “การันตี” ว่า ยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญาตราบเท่าที่ยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาระหว่างกัน

              ไม่แต่เท่านั้น รมต.ไอซีที ยังยอมรับเองว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ว่า ก็หาใช่มีแต่กับบริษัทเอกชนรายนี้เท่านั้น คู่สัญญารายอื่นๆ ทั้งที่มีอยู่กับบริษัททีโอทีเองและที่บริษัทกสท โทรคมนาคม หรือ แคท มีการแก้ไขกับคู่สัญญาเอกชนรายอื่นๆ ไม่ว่าจะดีแทค-ทรูคอร์ปหรือทรูมูฟ ที่ต่างก็มีการแก้ไขสัญญาในลักษณะเดียวกัน บางสัญญานั้นดำเนินการก่อนสัญญาฉบับนี้เสียอีก

              กระบวนการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่มีการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ท้ายที่สุดบริษัทเอกชนยื่นเรื่องต่อศาลแพ่งเพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเพราะกำหนดเอาไว้ในสัญญาสัมปทานอย่างนั้น

              แต่คำถามคือแล้วเอกชนรายอื่นจะไล่เบี้ยเอากับเขาด้วยหรือเปล่า ?