
รับมือส่งออกขาลง
รับมือส่งออกขาลง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2ตุลาคม 2558
คงรู้สึกวูบไหวอยู่ไม่น้อย ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังคงถือเอาการส่งออกเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะตัวเลขการส่งออกล่าสุดที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นอนาครอันไม่สดใสของรายได้ด้านนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์แถลง ยอดการส่งออกในเดือนสิงหาคม 2558 เอาไว้ว่ามีมูลค่า 17,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 6.69 ถือว่าลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ส่งผลให้ยอดการส่งออกในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ มีมูลค่า 142,747 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 4.92 โดยมีปัจจัยมาจาก ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและตลาดคู่ค้าหลักในปัจจุบันยังคง ชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ราคาน้ำมันดิบที่ชะลอตัว และราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวลดลงมาก ทั้งข้าว ยางพารา และน้ำตาล ซึ่งแม้ว่าส่งออกในปริมาณไม่ต่ำกว่าเดิมแต่มูลค่าส่งออกลดลงมาก ถ้าหากจะเปรียบเทียบสถานการณ์ข้างต้นกับชีวิตประจำวัน ก็เหมือนประเทศไทยเป็นร้านค้าร้านหนึ่งในตลาดที่มีร้านค้าอีกมากมายตั้งเรียงรายทั้งแข่งขัน และแบ่งปันแลกเปลี่ยน อยู่มาวันหนึ่ง สินค้าในร้านที่ติดป้ายประเทศไทย แม้จะยังพอขายได้ แต่เมื่อเฉลี่ยแล้วก็เป็นจำนวนและมูลค่าที่น้อยลง ตามคำบอกกล่าวของพนักงานขายที่ยืนอยู่หน้าร้านก็ให้เหตุผลมาตลอดว่า เป็นเพราะร้านอื่นที่ทำมาค้าขายอยู่ในตลาดเดียวกันชะลอตัว หรือเข้ามาซื้อของจากร้านประเทศไทยลดลง อีกทั้งสินค้าบางจำพวกในร้านก็มีมูลค่าลดลงด้วย เหตุปัจจัยเหล่านี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่า แท้จริงแล้ว สินค้าจากร้านประเทศไทยมีคุณภาพมากพอที่จะแข่งขันกับร้านอื่นๆ จนทำให้พนักงานหน้าร้านสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า มันลดลงเพราะร้านอื่นๆ ก็ลดลงหรือไม่ เพราะในระยะหลังมานี้ มีเสียงพูดกันมากว่า สินค้าจากไทยเริ่มล้าหลัง ขาดไร้นวัตกรรม และจบลงด้วยไร้ขีดความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยอยู่รอดมาได้ เพราะปรัชญาเศรษฐกิตพอเพียงเป็นแสวงสว่างนำทางให้ผ่านพ้น ซึ่งหากจะขยายความนี้ ก็น่าจะเป็นภาคเศรษฐกิจในส่วนของผู้ผลิตขนาดกลาง และเล็ก รวมถึงผู้ผลิตหน้าใหม่หรือในกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งว่ากันว่ากำลังจะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญแทนเครื่องจักรเศรษฐกิจหลักของประเทศบางตัว อย่างเช่น การส่งออก ที่เริ่มชำรุดทรุดโทรมลง เพราะผู้ประกอบการที่ไม่ได้ใหญ่โตมากมายเหล่านี้ เปรียบเสมือนเซลล์เล็กๆ ในหลายล้านหน่วยของร่างกายที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหมด เพียงแต่ขอให้มีกระแสเลือดไหลเวียน ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรค โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ต่างอะไรกับการรับจ้างผลิตจากประเทศเจ้าของโนว์ฮาว และเทคโนโลยี ซึ่งรังแต่จะสร้างตัวเลขความเจริญเติบโตที่ถูกบิดเบือน
ลำพังตัวเลขการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าจะดำดิ่งลงไปอีกในปีหน้า และถ้าหากเหตุปัจจัยด้านลบหาใช่เพราะตลาดโลกเพียงด้านเดียวแล้ว การทำมาค้าขายสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ก็เท่ากับการนับถอยหลัง ยิ่งเมื่อมีปัจจัยลบอื่นๆ เข้ามาเป็นตัวแปร อย่างเช่น สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ ดินฟ้าอากาศวิปริต และสุดท้ายคือความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ โอกาสที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศก็น่าเป็นห่วงมากขึ้นอีก แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าหากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งความยั่งยืน อันกอปรขึ้นด้วยแผนพัฒนาที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากระดับฐานราก อย่างที่รัฐบาลเร่งระดมสรรพกำลังฟันฝ่า ก็น่าจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นำพาชาติพ้นจากความสุ่มสี่ยงกับอนาคตอันอึมครึมไปได้



