
คดีที่ยังมีคำถาม
คดีที่ยังมีคำถาม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 30 ก.ย.2558
ต้องชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และชุดเฉพาะกิจ ที่ช่วยกันคลี่คลายปมเหตุลอบวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์จนได้ตัวการวางระเบิดและเครือข่ายในครั้งนี้ แต่ถึงแม้คดีจะเปิดเผยตัวละครออกมา ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบครบสมบูรณ์ แต่ยังมีคำถามที่หลายคนตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะมูลเหตุจูงใจ ซึ่งที่ผ่านมามีคำตอบมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ไม่นิ่งนัก ตั้งแต่เหตุจากการค้ามนุษย์, ประเด็นการส่งอุยกูร์กลับประเทศ และมาล่าสุดมีตัวละครบางตัวเชื่อมโยงไปยังการเมือง โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลทหารหรือกลุ่มอำนาจเก่านั่นเอง เมื่อตัวละครเข้าไปพัวพันกับการเมือง จึงมีคำถามที่ต้องการคำตอบว่า เหตุการณ์ระเบิดแยกราชประสงค์นั้น แท้จริงมาจากส่วนใด การเมืองอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นการก่อการร้ายข้ามชาติ หรือเป็นเพียงกลุ่มการล้างแค้นส่วนตัวกันแน่
คำตอบของคำถามเหล่านี้ ยิ่งคลุมเครือมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังออกมายืนยันว่า ทุกประเด็นยังไม่มีการตัดทิ้ง สรุปได้ว่า ประเด็นหรือเหตุจูงใจในการลอบวางระเบิดเป็นไปได้ทุกเรื่อง ยิ่งทำให้เกิดขึ้นสงสัยมากมาย เมื่อหนึ่งในตัวละครมีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุระเบิดทางการเมืองตั้งแต่ปี 2553 จนถึง 2557 การตั้งข้อสังเกตเช่นนี้จะทำให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาแถลงถึงความเชื่อมโยงได้เกือบทั้งหมด เรียกได้ว่า เกือบจะเคลียร์ได้ทุกปมบนมุมของปัญหาอุยกูร์ แต่เมื่อมีประเด็นพาดพิงทางการเมือง เรื่องนี้จึงยังไม่จบและมีส่วนทำให้คดีมีความสลับซับซ้อนขึ้นไปอีก จากตัวละครเพียงตัวเดียว ที่สำคัญคือ ความเชื่อมโยงกับปมการเมืืองครั้งนี้ยังไปสอดรับกับการตั้งประเด็นในช่วงแรกๆ ว่า อาจมีเรื่องการเมืองเข้าไปมีส่วน เป็นการสอดรับที่ดูเหมือนแรงจูงใจ ในระยะแรกๆ เริ่มห่างออกไป หลังจากเจ้าหน้าที่ทำงานไปได้เกือบจะครบวงจรคดี
คำถามตอนนี้ก็คือ ถ้าการเมืองเข้าไปมีส่วนจริง ใครคือจอมบงการ สถานการณ์เช่นนี้ยังถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงประเทศหรือไม่ การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่รับจ้างก่อเหตุร้ายทางการเมืองท่ามกลางกฎอัยการศึก ยังคงเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือ การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มคนร้ายข้ามชาติกับกลุ่มป่วนเมืองเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นตัวกลางเชื่อมเพราะลำพังการสื่อสารระหว่างกลุ่มคนร้ายข้ามชาติ กับองค์กรอาชญากรรม ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หรืออย่างที่นายตำรวจบางคนตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความสมประโยชน์ของทั้งคนร้ายข้ามชาติและฝ่ายการเมือง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ต้องถือว่าเป็นภัยร้ายแรงกับประเทศ รัฐบาลโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ต้องรีบหาคำตอบเพื่อแจงคำถามเหล่านี้ให้กระจ่าง อย่าปล่อยให้ความสงสัยขยายตัวและลุกลามไปถึงความขัดแย้งทางการเมืองปมใหม่ท่ามกลางความพยายามสร้างบรรยากาสปรองดองของคนในชาติ



