
ต้องทำให้กระจ่าง
ต้องทำให้กระจ่าง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 29 กันยายน 2558
กรณี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.อภิชาติ ทองจันดี รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี พ.ต.ท.ธเนศ มีทอง สว.สส.สน.ลุมพินี และ พ.ต.ท.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ สว.สส.สน.ลุมพินี ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.) มีกำหนด 30 วัน หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเหตุระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีคำสั่งให้ทุกสถานีในพื้นที่ติดตามคนร้าย โดยให้เข้าตรวจสอบบุคคลชาวต่างชาติตามเป้าหมาย และตรวจหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิดในพื้นที่ รวมถึงติดตามหาเส้นทางการหลบหนี แต่ตำรวจทั้ง 3 นาย อ้างว่าตรวจสอบไม่พบ และไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งต่อมาพบว่าผู้ต้องหาได้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องน้ำสาธารณะในสวนลุมพินี พื้นที่รับผิดชอบของ สน.ลุมพินี
แม้ในเบื้องต้น หลังคำสั่งนี้ออกไปจะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มีความเป็นมาหรือตื้นลึกหนาบางอย่างไร หรือว่าทุกอย่างคือข้อเท็จจริงตามคำสั่งของหน่วยเหนือก็ตาม หากแต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาสู่สังคมภายนอกก็คือ องคาพยพในการบูรณาการการทำงานของตำรวจโดยรวมเองที่ยังมีปัญหาอยู่ แม้ระหว่างการแถลงสรุปคดีในวันรุ่งขึ้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะย้ำกับสื่อมวลชนว่า คดีนี้ถือเป็น ”ฝีมือล้วนๆ” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่บูรณาการการทำงานร่วมกันก็ตาม แต่ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่เป็นประเด็นคาใจของสังคมนอกเหนือจากความย่อหย่อนในการทำงาน ที่ตำรวจจะต้องให้ความกระจ่างต่อไป มิเช่นนั้นแล้ว คำกระแนะกระแหนที่ว่า ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ก็จะคอยติดตามดิสเครดิตตำรวจอยู่ร่ำไป และไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อสังคมแม้แต่น้อย
ความสงสัยดังว่า มีประเด็นหลักคือ แรงจูงใจของการก่อเหตุร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องการล้างแค้นหรือสูญเสียผลประโยชน์จากการนำพาชาวอุยกูร์สู่ประเทศที่สาม หรือแก๊งค้ามนุษย์ นั่นหมายถึงว่า อาจจะมีขบวนการที่ใหญ่โตและมีเครือข่ายระดับนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่สื่อต่างประเทศเคยวิเคราะห์ไว้ว่า น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มเกรย์ วูล์ฟส์ หรือไม่ ยังไม่นับรวมถึงความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานต่างๆ ที่ตำรวจมีความมั่นใจว่าจะเอาผิดผู้ต้องหาได้ แต่สังคมก็ยังไม่วางใจนัก เพราะจะว่าไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพยานจากการสอบปากคำ และการเชื่อมโยงเรื่องราว ที่มีมากกว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็ต้องเห็นใจตำรวจว่า หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะมีกรณีความหย่อนยานของตำรวจเข้ามาเป็นตัวแปรยิ่งหวังยาก
ล่าสุด ในระหว่างการแถลงข่าวของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดประเด็นใหม่ ด้วยการย้อนกลับไปหาสมมุติฐานหรือข้อสงสัยตั้งต้นหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ซึ่งก็คือเรื่องการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่สามารถตัดทิ้งไปได้ เพราะตามหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ต้องหากับชายชื่อ ”อ๊อด” นั้น เชื่อมโยงกับการเมือง เพราะผู้ต้องสงสัยรายนี้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อหลายปีก่อน และอุบัติเหตุไปป์บอมบ์ระเบิดย่านมีนบุรีเมื่อไม่นานมานี้ กระนั้นก็ตาม แม้นายอ๊อดจะเข้าเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา แต่ประเด็นก็ยังต้องเร่งสร้างความกระจ่างโดยเร็วที่สุดว่า เขาเข้าไปพัวพันในฐานะใด เป็นเพียงสมประโยชน์บางอย่างแล้วอำนวยความสะดวก หรือรับจ้าง “หาของ” หรือว่า มีการเมืองบงการ เพราะกรณีหลังนี้มีความเปราะบางต่อความรู้สึกของคนในชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็ไม่น่าจะน้อยไปกว่ากรณีก่อการร้ายด้วยซ้ำ



