
เซตซีโร่คะแนนนิยมพรรคหรือคะแนนนิยมรัฐบาล
เซตซีโร่คะแนนนิยมพรรคหรือคะแนนนิยมรัฐบาล : ขยายปมร้อน โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น เซตซีโร่
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปรยเรื่องการยุบพรรคการเมืองแล้วให้ไปจดทะเบียนขอจัดตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา
พรรคการเมืองใหญ่จึงต่างออกมาคัดค้านและตั้งฉายาให้ทันควันว่า เป็น “สูตรพิสดาร” จ้องล้างขั้วการเมืองของ 2 พรรคใหญ่ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง
เมื่อมีฝ่ายเห็นต่าง ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในรายละเอียดถึงสาเหตุของ “แนวคิด” สูตรพิสดารนี้ขึ้นมา
เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยยังเชื่อว่า สูตรพิสดารนี้จะเป็นแนวทางที่ไม่มีการดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง น่าจะเป็นเพียงการยกตัวอย่างเปรียบเปรยของนายวิษณุ หรือเพื่อตอบโต้ “จาตุรนต์ ฉายแสง” แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เรียกร้องให้ร่นระยะเวลาในการดำเนินการ และให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดเท่านั้น
เพราะเชื่อว่า แนวคิดการยุบพรรคแล้วให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่นั้น มีแต่จะทำให้เกิดปัญหาและความยุ่งยาก รวมทั้งเสียเวลาเปล่าๆ มากกว่าที่ประเทศจะได้ประโยชน์
และหากมองถึงเรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบนั้น “สูตรพิสดาร” นี้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้เลย เพราะต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ต่อให้ยุบพรรคการเมืองใหญ่ไป แต่คนในพรรคก็ยังจะกลับมารวมกลุ่มกันใหม่ภายใต้ชื่อพรรคใหม่อยู่ดี
เห็นได้จากอดีตที่ผ่านมา ที่พรรคเพื่อไทยกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ที่มาจากพรรคพลังประชาชนเดิมที่ถูกยุบ สมาชิกพรรคไม่ได้เปลี่ยนหรือลดจำนวนลงเลย
เรียกได้ว่า การยุบพรรคการเมือง จะเห็นผลเป็นรูปธรรมเพียงแค่ขั้นตอนทางการเมืองที่เสียเวลาและยุ่งยากเปล่าๆ ทั้งการจดทะเบียนขอจัดตั้งพรรคใหม่ และการเปิดรับสมาชิกพรรคใหม่ ซึ่งเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุเท่านั้น
เพราะ ส.ส.ก็ยังคงจะจับกลุ่มรวมก้อนกันอยู่ในพรรคการเมืองใหม่ที่เห็นว่า จะทำให้ตัวเองมีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากที่สุดอยู่ดี
“สมคิด เชื้อคง” อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปรียบเทียบอย่างน่าคิดว่า พรรคการเมืองก็เหมือนกับนักร้อง มีแฟนคลับของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าบอกให้เริ่มต้นร้องเพลงใหม่ จะให้ร้องอย่างไรก็ยังคงร้องเหมือนเดิมอยู่ดี
“พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน ต่อให้เริ่มต้นใหม่อย่างไร แต่ลึกๆ ก็ยังคงเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์อยู่เหมือนเดิม ดังนั้น สูตรพิสดารนี้จึงไม่ส่งผลใดๆ เลยในแง่ของความนิยมในตัวพรรค”
ขณะที่ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” แกนนำคนเสื้อแดง มองว่า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้นับร้อยพรรค ทั้งพรรคที่อายุยาวนานอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเกิดใหม่ที่สังคมอาจจะยังจำชื่อไม่ได้ที่มีอยู่มากมายนั้น เขาเหล่านี้ไม่ได้มีความผิดอะไร การให้ยุบพรรคแล้วมาสมัครใหม่นั้นทำให้เสียเวลาเปล่าๆ
ที่ผ่านมาทางกฎหมายไม่ได้ปิดกั้นการขอจดจัดตั้งพรรคการเมือง ให้ทำได้ง่าย ไม่ได้ยุ่งยากอะไร หรือหากใครที่สนใจการเมืองจริงๆ อาจจะไปคุยกับพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว และขอใช้ชื่อพรรคเพื่อดำเนินกิจกรรมการเมืองต่อเลยก็ได้ ซึ่งในอดีตเองก็เคยมีการทำแบบนี้กันมาแล้วหลายพรรค
แนวคิดให้ตั้งพรรคใหม่จึงทำให้สังคมเคลือบแคลง ถึงขนาดบางคนมองว่า อาจจะมีการวางแผนให้มีกลุ่มอำนาจหรือกลุ่มก๊วนการเมืองใหม่มาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือไม่
สุดท้ายแล้ว หากให้มีการยุบพรรคใหม่จริงๆ ก็คงจะมีเพียงแต่พรรคเล็กเท่านั้นที่จะวุ่นวาย เพราะต้องไปหาสมาชิกพรรคให้ได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ขณะที่พรรคใหญ่ 4-5 พรรคที่ประชาชนรู้จักดีนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีฐานสมาชิกที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว การให้ส.ส.ของพรรคไปขอให้ประชาชนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคใหม่ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก
ฉะนั้น การยุบพรรคการเมืองจึงถูกมองว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลยกับการปฏิรูปทางการเมือง
ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กับการป้องกันนักการเมืองที่เข้ามาเพียงเพื่อหวังจะแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และไม่ได้เป็นบทลงโทษอะไรเลย ให้แก่นักการเมืองที่เข้ามาเพียงเพื่อหวังจะแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองเหล่านี้
สุดท้าย “เซตซีโร่” ที่หวังจะให้เกิดกับพรรคการเมือง อาจจะกลายเป็นว่า ไป “เซตซีโร่” ที่คะแนนนิยมในตัวรัฐบาลเองก็เป็นได้!



