คอลัมนิสต์

ไหนบอกจะไม่ให้ที่ยืน

ไหนบอกจะไม่ให้ที่ยืน

25 ก.ย. 2558

ไหนบอกจะไม่ให้ที่ยืน : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

           ยังคงเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ กับเรื่องที่มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังเร่งดำเนินการเรียกค่าเสียหายนักการเมืองผู้เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ที่ว่าทำให้รัฐเสียหายไปร่วม 5 แสนล้าน!

           โดยให้กระทรวงการคลังใช้อำนาจตาม มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 สั่งให้กลุ่มบุคคลที่ทำให้รัฐเสียหายร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ว่านี้ หาไม่แล้วก็จะใช้กฎหมายยึดทรัพย์รูปแบบเดียวกับกรณีความเสียหายจากการปกป้องค่าเงินบาทที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยฟ้องอดีตผู้ว่าการ ธปท.คือ นายเริงชัย มะระกานนท์ เรียกค่าเสียหายกว่า 1.5 แสนล้านบาทมาแล้ว

           ฟังแล้วก็ให้ระทึกไปกับการเอาจริงเอาจังของรัฐบาลชุดนี้ จากก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติให้กระทรวงไอซีทีไล่เบี้ยให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้องเรียกความเสียหายจากบริษัทเอไอเอสร่วมแสนล้าน จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่นัยว่า ทำให้รัฐเสียหายเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ได้ชี้มูลความผิดอดีตผู้บริหารทีโอทีต่อกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ว่า

           ทั้งที่กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมที่ว่านั้น ทุกค่ายมือถือหรือแม้กระทั่งโทรพื้นฐานต่างมีการแก้ไขกันจนปรุ แต่กลับมาลงที่ค่ายเอไอเอส ซึ่งคงต้องว่ากันเป็นมหากาพย์ เพราะอย่างไรเสียท้ายที่สุดของการไล่เบี้ยก็ต้องไปจบลงที่ “อนุญาโตตุลาการ” ที่จะเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาดกรณีพิพาทที่ว่านี้

           จะออกหัว-ออกก้อยกันอย่างไร คงได้ลุ้นระทึกกันอีกหลายๆๆ เฮือก

           เห็นความขยันขันแข็งเอาจริงเอาจริงของ ป.ป.ช.ที่ไล่บี้อดีตผู้บริหารหน่วยงานรัฐทีโอทีข้างต้นแล้ว เลยอยากฝาก “ท่านประธานปานเทพ” ที่เพิ่งได้รับการตอบแทนคุณความดีให้นั่งเป็นประธาน ป.ป.ช.ต่อไป ไหนๆ อยากจะพิทักษ์ผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติแล้ว ช่วยกรุณาไปค้นหา “แฟ้มไต่สวน” สัญญาทำการตลาดมือถือ 3จี “กสท.-ทรูมูฟ” เพื่อให้บริการมือถือ 3จี ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอส ที่คณะกรรมการป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนที่มี ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการป.ป.ช.เป็นประธานเมื่อปี 2555 ดูที

           จะได้ไม่ถูกครหาว่าทำงานแบบ “ดับเบิลสแตนดาร์ด”

           เพราะว่าผลสอบของอนุกรรมการไต่สวนที่แถลงกันเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 นั้น เขามีมติเอกฉันท์ว่า โครงการนี้กระทำผิดกฎระเบียบ กฎหมายหลายต่อหลายฉบับพร้อมกับชี้มูลความผิดอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และกรรมการบอร์ด กสท.ในขณะนั้นอีกนับสิบคน ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

           ตัวอดีตผู้บริหารที่ว่านั้นยังออกมายอมรับด้วยว่า ถูกบีบให้ต้องดำเนินการเรื่องนี้ด้วยภาระจำยอม จากเดิมที่แคทจะเป็นผู้ซื้อกิจการฮัทชิสัน ซีเอทีไวร์เลส ที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย 3จี แต่ก็มาถูกรัฐบาลและกระทรวงไอซีทีในเวลานั้นสั่งฉีกสัญญาทิ้ง

           แต่ล่วงเข้ามาวันนี้กว่า 3 ปีเข้าไปแล้ว ผลไต่สวนยังส่งไปไม่ถึงมือคณะ ป.ป.ช.ชุดใหญ่

           งงหนักก็คือ อดีตผู้บริหารบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ว่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีคมนาคมเสียอีก

           อ้าว! ก็ไหนประกาศกร้าว รัฐบาลนี้ยึดมั่นในนโยบายขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นที่จะต้องไม่มีให้เห็น แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น เพราะการแต่งตั้งเพิ่งมีเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมานี่เอง !

           ยิ่งเมื่อย้อนรอยไปพิจารณามติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก่อนหน้า (16 ก.ค.2558) ที่ชี้มูลความผิดอดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และนายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีทีต่อกรณีมีส่วนอนุมัติแก้ไขสัมปทานดาวเทียมที่เปิดทางให้ชินคอร์ปปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นลงจาก 51% เหลือ 40% ซึ่งก็ถูกศาลฎีกาชี้ขาดว่า เอื้อประโยชน์แก่บริษัทจนทำให้รัฐเสียหายด้วยเช่นกันนั้น

           เมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไปกลับพบว่า กระบวนการแก้ไขสัญญาที่ว่า หน่วยงานรัฐ และองค์กรตรวจสอบทุกหน่วยงานเท่าที่มีอยู่ต่างก็รับทราบ เพราะ รมต.ไอซีทีในเวลานั้น มีหนังสือตอบโต้กันไปมาหลายระลอก ก่อนจะไปสิ้นสุดลงที่สำนักงานเลขาธิการ ครม. ที่มีหนังสือยับยั้งและส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงไอซีทีบอกว่า “ไม่อยู่ในเกณฑ์” ที่ต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.

           แต่บทสรุปของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับมาลงเอยเอาที่อดีต รมต.ไอซีทีและข้าราชการไอซีที ที่มีส่วนชงเรื่องนี้ แถมเมื่อตรวจสอบลึกลงไปยิ่งสงสัย เพราะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ที่รับผิดชอบตรวจสอบสำนวณคดีนี้มีมติยืนยันว่า กรณีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมไม่ได้ทำหรือสร้างความเสียหายให้แก่รัฐ สอดรับกับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงไอซีที

           แต่ก็กลับมาพลิก เมื่อบอร์ดใหญ่ ป.ป.ช.กลับฟันฉับไปคนละทิศ ทำเอามึนกันไปทั้งบาง ก็ไม่รู้จะตั้งอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาทำไม