
ต้นทามน่ะรู้จักมั้ย
ต้นทามน่ะ รู้จักมั้ย : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
สำนวน “ใกล้เกลือกินด่าง” ซึ่งเป็นถ้อยคำเปรียบเปรยของคนในอดีต ถึงทุกวันนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอ สำนวนนี้สื่อความหมายถึง การมองข้ามหรือไม่รู้คุณค่าของดีที่อยู่ใกล้ตัว กลับแสวงหาสิ่งอื่นที่ด้อยกว่า หลายวันมานี้ ผมมีเรื่องเล่าเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่ไม่ค่อยจะขำสักเท่าไหร่ แต่หากได้ฟังแล้วอาจจะรู้สึกจุกเสียมากกว่า บอกก่อนก็ได้ว่า มันเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนให้เห็นความจริงบางประการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทยอยู่ไม่น้อย
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสพาลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งไปลงสนามเพื่อฝึกเก็บข้อมูลนำมาเขียนสารคดี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมมักทำแทบทุกครั้งที่ได้สอนวิชานี้ สนามของผมในครั้งนี้คือ ชุมชนรอบเขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่ต่อสู้ที่เข้มข้นของเหล่าพี่น้องสมัชชาคนจน พวกเขาออกมาปกป้องและเรียกร้องสิทธิ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ทุกวันนี้การต่อสู้ของสมัชชาคนจนได้รับการปรับเปลี่ยนทางยุทธวิธีให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบททางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไป กลายมาเป็น “สมาคมคนทาม” ที่ดูสุขุมประณีตในแนวทางการต่อสู้มากขึ้น
ก่อนไปลงสนามก็เล่าภูมิหน้าภูมิหลังของพื้นที่ให้ลูกศิษย์ฟังก่อน ทั้งยังให้พวกเขาไปสืบค้นข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับพื้นที่ราษีไศลมาศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนมากขึ้น ตอนเล่าเรื่องการต่อสู้ของพี่น้องชาวราษีไศลที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ก็มีการพูดถึงปัญหาระบบนิเวศของป่าบุ่งป่าทามราษีไศล ผมบอกพวกเขาว่า เราจะลงเรือไปศึกษาระบบนิเวศของป่าทามราษีไศลด้วย
พอถึงวันเดินทาง ผมก็นั่งรถไปกับพวกเด็กๆ คุยนั่นนี่ไปตามเรื่องตามราว อยู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หันมาถามผมอย่างเป็นการเป็นงานว่า "อาจารย์ครับ ต้นทามมันเป็นยังไง?”
ผมถามซ้ำเขาอยู่สองสามคำว่าเขาพูดถึงอะไร เพราะฟังแล้วออกจะงงๆ แต่เด็กหนุ่มก็ยืนยันคำถามว่า “ป่าทามที่อาจารย์ว่าจะพาไปดูน่ะ ต้นมันเป็นยังไงกันแน่”
คราวนี้ผมก็เลยอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ก่อนจะปล่อยหัวเราะก๊ากตามมา แต่พอนึกขึ้นได้ก็พลันให้รู้สึกตกตะลึงไปพักใหญ่ เป็นไปได้ยังไงที่เด็กพวกนี้ไม่รู้จักป่าทาม พวกเขาเป็นลูกอีสานขนานแท้ แต่กลับไม่รู้จักป่าทาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะลุ่มน้ำมูล ชี หรือแม่น้ำสงคราม ผมเดาเอาว่า เขาคงเข้าใจว่า “ทาม” คืนต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นกันหนาแน่นเป็นดง จนคนเรียกมันว่าป่าทาม ทำนองเดียวกันกับที่เราพูดว่าป่ายูคาฯ หรือป่ากล้วย อะไรประมาณนั้น
ประสาครู เมื่อเด็กถามมาก็อธิบายและชี้แจงให้ฟังจนเข้าใจว่า ป่าทามคือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีอยู่ทั่วไปในลุ่มน้ำใหญ่ๆ ของภาคอีสาน เล่าถึงระบบนิเวศของป่าทาม และการเข้าไปใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน “ป่าทามคือมดลูกของคนอีสาน”
ออกสนามคราวนี้ ผมเลยพาพวกเขาบุกป่าฝ่าทามเสียจนเด็กพวกนั้นเข้าใจและซาบซึ้งเรื่องป่าทามกันเป็นอย่างดี แถมได้วิทยากรคนสำคัญอย่างสนั่น ชูสกุล แห่ง “สมาคมคนทาม” มาเป็นวิทยากรใหญ่ ข้อสงสัยว่าต้นทามหน้าตามันเป็นยังไงก็เลยหมดไปโดยปริยาย แต่สำหรับผม คำถามนี้มันยังไม่จบลงง่ายๆ
วันต่อมาได้ไปสอนวิชาศึกษาทั่วไป ที่มีนักเรียนมาจากเกือบทุกคณะ เป็นชั้นเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนเกือบ 200 คน ผมก็เลยลองเอาเรื่องนี้มาทดสอบอีกครั้ง โดยถามว่า “พวกคุณรู้จักป่าบุ่งป่าทามกันไหม? คำตอบก็คือ ไม่รู้จัก แถมเด็กส่วนใหญ่ทำสีหน้างุนงง เหมือนจะบ่นในใจว่า ผมเอาอะไรมาถาม ถามทำไม ประมาณนั้น”
ผมเลยถามซ้ำไปอีกรอบ พร้อมบอกว่า ใครรู้จักให้ยกมือขึ้น ปรากฏว่าเด็กเกือบ 200 คน ยกมือไม่ถึง 10 คน เป็นไปได้อย่างไร พวกเขาร้อยละ 90 เป็นเด็กชาวอีสาน ส่วนใหญ่มาจากท้องถิ่นชนบท แต่กลับไม่รู้จักหรือแม้แต่เคยได้ยินคำว่า “ป่าทาม” มาก่อน พวกเขาไม่รู้จักเรื่องราวในท้องถิ่นตัวเองเอาเสียเลย
สิ่งแรกที่ผมนึกถึงต่อจากนั้นก็คือ ระบบการศึกษาของเรามันเป็นอย่างไรกันแน่ เราเรียนเราสอนอะไรกันในโรงเรียน ทำไมเด็กถึงไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นอันเป็นเรื่องใกล้ตัวเอาเสียเลย หลักสูตรท้องถิ่นที่ว่า มีการเปิดโอกาสให้โรงเรียนสร้างขึ้นเองได้นั้น มันไม่ได้บรรจุเอาเรื่องแบบนี้ให้เด็กได้เรียนกันหรืออย่างไร หรือว่าเรามัวแต่สอนเรื่องราวที่มันทันสมัยไกลตัว เด็กของเราก็เลยตกอยู่ในสภาพ “ใกล้เกลือกินด่าง” กันไปหมด
นี่เป็นเรื่องจริง ประสบการณ์จริง ผมเอามาเล่าให้ฟัง เผื่อว่าคนที่มีส่วนในการจัดการเรียนการสอน หรือการปฏิรูปการศึกษาของชาติพลัดหลงเข้ามาอ่านบ้าง ก็ฝากให้เอาไปคิดต่อแล้วกันว่า เราจะทำอย่างไรกับมันได้บ้าง?



