
ฟื้นกำลังซื้อฐานราก
ฟื้นกำลังซื้อฐานราก : บทบรรณาธิการประจำวันที่24ก.ย.2558
สถานการณ์ที่ต้องจับตากรณีการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่ประชุมเห็นชอบหลักการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานเกี่ยวข้องเสนอ ทั้งนี้ได้อนุมัติกรอบใหญ่ 8 หมวด แบ่งย่อยได้กว่า 10 มาตรการ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี 6 มาตรการ เช่น การปลูกพืชใช้น้ำน้อย การเปลี่ยนไปเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ส่วนกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงแรงงาน มีมาตรการจ้างงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยเพื่อทดแทนอาชีพ ส่วนมาตรการห้ามปลูกข้าวนาปรังยังไม่มีความชัดเจนออกมา รัฐบาลขอเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนหลักต่างๆ ก่อนตัดสินใจ
แม้อิทธิพลพายุหว่ามก๋อส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ แต่หลังจากตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนต่างๆ แล้ว อาจมีบางเขื่อนที่สะสมปริมาณน้ำได้มากเพียงพอกับการใช้เพื่อบริโภคอุปโภคและเพื่อการเกษตร แต่เขื่อนอีกหลายแห่งที่เป็นเขื่อนหลักยังมีน้ำเข้าเขื่อนน้อย เช่น เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ล่าสุดปริมาณน้ำอยู่ที่ 4,254 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44.74 ของความจุ คิดเป็นเป็นปริมาณน้ำใช้งานได้ 1,404 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนเขื่อนภูมิพล ปัจจุบันมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ประมาณ 782 ล้านลูกบาศก์เมตร ปีนี้หากไม่มีพายุเข้า ปริมาณน้ำสะสมอาจมีไม่ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรแน่นอนจนถึงฤดูแล้งหน้า
จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 2/2558 เมื่อช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่าการจ้างงานภาคเกษตรลดลงร้อยละ 5.8 เป็นผลมาจากปัญหาภัยแล้งต้องเลื่อนการเพาะปลูก ขณะเดียวกันหนี้สินครัวเรือน ในไตรมาสแรกเท่ากับ 10.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 คิดเป็นร้อยละ 79.9 ต่อจีดีพี ในขณะที่ไตรมาส 2 ในส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในกลุ่มเกษตรกรมีภาระเสี่ยงในเรื่องหนี้สินจำนวนมากเช่นกัน เมื่อผนวกกับภาคส่งออกด้านผลผลิตการเกษตรที่ลดลง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้รายได้ลดลง ซึ่งมาตรการของรัฐที่ให้ปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูกใช้น้ำน้อยหรือหันไปทำอาชีพอื่นก็ยังไม่เห็นผลสำเร็จเท่าที่ควร
นอกจากนี้มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยจัดสรรงบประมาณให้ตำบลละ 5 ล้านบาท จำนวน 7,255 ตำบล คิดเป็นเงิน 36,275 ล้านบาท แต่ก็ยังมีปัญหาความล่าช้าและบางแห่งมีเสียงร้องเรียนเรื่องความโปร่งใส และแม้รัฐจะพยายามช่วยเหลือหลายมาตรการก็ยังมีเสียงจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยที่เตรียมยื่นหนังสือไม่ให้รัฐประกาศห้ามทำนาปรังพร้อมเรียกร้องช่วยพักชำระหนี้ 5-10 ปี ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องรับฟังเสียงสะท้อน พร้อมทั้งเร่งอัดฉีดงบและมาตรการต่างๆ ให้บรรลุผล ตรวจสอบทุจริตอย่างเข้มข้น และหากจำเป็นก็ต้องเพิ่มมาตรการลงไปอีกเพื่อช่วยกำลังซื้อฐานรากในภาวะเศรษฐกิจซบเซา



