คอลัมนิสต์

สิ้นแล้วประภัสสร

สิ้นแล้วประภัสสร

21 ก.ย. 2558

สิ้นแล้วประภัสสร : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

           เช้าตรู่วันที่ 18 กันยายน 2558 ทันทีที่เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา เราก็ได้พบกับข่าวเศร้าต้อนรับอรุณ รูปถ่ายของนักเขียนชื่อดังและศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปรากฏหราอยู่ในหน้าสเตตัสของหลายคน พร้อมด้วยข้อความเขียนไว้อาลัย ตามด้วยข้อความที่โพสต์แสดงความเห็นจำนวนมาก แค่อ่านได้ไม่กี่ข้อความ ก็พลันถึงกับใจหาย มันเป็นอีกครั้งที่วงวรรณกรรมของไทย ได้สูญเสียนักเขียนระดับคุณภาพไปอีกคนหนึ่ง ประภัสสร เสวิกุล จากโลกนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ

           "ทำไมถึงบ่อยเหลือเกิน?” เพื่อนพ้องคนหนึ่งในวงวรรณกรรมปรารภขึ้น หลังจากที่ผมได้โทรศัพท์สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักเขียนท่านนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในแวดวงหนังสือก็คงผุดคำถามนี้ขึ้นในใจ ไม่กี่วันที่ผ่านมาเราได้สูญเสียครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ครูเพลงและศิลปินแห่งชาติแห่งลุ่มน้ำมูล วันนี้เราต้องมาสูญเสีย ประภัสสร เสวิกุลไปอีกคนหนึ่ง ในปีนี้มีนักเขียนพากันล่วงลับไปแล้วหลายคน

           ความตายเป็นเรื่องปกติ ที่ทุกคนต้องประสบไม่ช้าก็เร็ว นี่เป็นความจริงที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ แต่สำหรับการจากไปของประภัสสร เสวิกุลก็ต้องถือว่าเป็นข่าวที่สะเทือนวงการวรรณกรรมมากทีเดียว เขาไม่ได้จากไปเพราะวัยชรา อายุเขายังไม่ถึงเจ็ดสิบ แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า ประภัสสร มีโรคประจำตัวหลายโรค แต่ไม่คิดว่าอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จะพรากชีวิตนักเขียนคนหนึ่งไปจากบรรณโลกอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้

           ผมเชื่อว่านักอ่านชาวไทยจำนวนไม่น้อยต้องรู้จักชื่อของประภัสสร เสวิกุล เพราะเขาเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในระดับแถวหน้าคนหนึ่ง มีผลงานประพันธ์ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทความและงานเขียนอื่นๆ แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ประภัสสรมากที่สุดคือนวนิยาย นวนิยายของเขามีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นทั้งงานคุณภาพประเภทเน้นความคิด ในขณะเดียวกันก็เป็นที่นิยมของผู้อ่านในวงกว้าง ซึ่งมีนักเขียนไม่มากที่ทำได้แบบนี้ เพราะงานเขียนที่เรียกว่าเชิงสร้างสรรค์ มักจะมีวิธีการเขียนและการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน มีเทคนิคกลวิธีที่คนอ่านทั่วไปเข้าไม่ถึง ดังเช่นนวนิยายที่ได้รับรางวัลซีไรต์ส่วนใหญ่ ดังนั้นงานเขียนแนวนี้จึงขายไม่ค่อยได้ เพราะอ่านยากสำหรับนักอ่านธรรมดาสามัญ ยกเว้นพวกนักศึกษาทางวรรณกรรม

           ส่วนงานเขียนอีกแนวหนึ่ง ที่ค่อนข้างขายดี หรือมีความเป็นประชานิยม หรือที่รู้จักกันในนามนวนิยายแนวเริงรมย์ กลับไม่ค่อยมีแนวคิดหรือวิธีการเขียนที่สร้างสรรค์มากนัก ส่วนหนึ่งก็เป็นนวนิยายตลาด บางเรื่องอาจถึงขั้นน้ำเน่าด้วยซ้ำ แต่มักเป็นที่สนใจของนักสร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ งานเขียนแนวนี้มักไม่ถูกกล่าวถึงในแวดวงวิชาการด้านวรรณกรรม

           สำหรับนวนิยายของประภัสสร ไม่หนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง แต่มีส่วนผสมของวรรณกรรมสองลักษณะนี้อย่างลงตัว นวนิยายอย่าง อำนาจ วันเวลาในขวดแก้ว ลอดลายมังกร หรือเมเปิลแดง ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน ล้วนแล้วแต่เป็นนวนิยายที่ทั้งเนื้อหาสร้างสรรค์และขายดี บางเรื่องถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ในบ้านเรามีนักเขียนไม่กี่คนที่ทำได้อย่างนี้ ที่พอจะกล่าวถึงได้นอกจากประภัสสรแล้วก็มี กฤษณา อโศกสิน ว.วินิจฉัยกุล โบตั๋น ชมัยภร แสงกระจ่าง ฯลฯ จึงไม่แปลกที่ประภัสสรจะเป็นนักเขียนที่อยู่ในดวงใจของนักอ่านแทบทุกเพศทุกวัย

           ในโลกของวรรณกรรม ประภัสสร เสวิกุลจึงเป็นนักเขียนระดับแนวหน้าของวงวรรณกรรม ในชีวิตการทำงานของเขา นอกจากทำงานที่เกี่ยวข้องกับการทูตจนเกษียณอายุราชการแล้ว ประภัสสร ยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยอีกด้วย ตอนที่เข้ามาทำงานให้สมาคมนักเขียน ผมคิดว่าเขานี่แหละที่ยกระดับและวางแนวทางในการดำเนินงานของสมาคมนักเขียนให้เกิดขึ้นครั้งใหญ่ ในช่วงที่ประภัสสรเป็นนายกสมาคม ได้สร้างผลงานสำคัญอย่างหนึ่งไว้ คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนไทยกับนักเขียนในประเทศอาเซียน มีการรวบรวม แปล และตีพิมพ์งานของนักเขียนไทยกับนักเขียนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งนายกสมาคมคนต่อๆ มาก็ได้สานต่อภารกิจที่ประภัสสรได้วางแนวทางเอาไว้อย่างแข็งขั้น ซึ่งถือว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงวรรณกรรมไทย

           ในฐานะนักเขียนและนักอ่านคนหนึ่ง ผมขอแสดงคารวาลัยต่อการจากไปของประภัสสร เสวิกุลด้วยความเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง เขาจากไปแล้ว แต่ผลงานวรรณกรรมอันทรงคุณค่าจะอยู่กับเราและวงวรรณกรรมไทยตลอดไป

           “สิ้นแล้วประภัสสร เหมือนสิ้นแสงสุรีย์ศรี

           สิ้นหมึกแห่งเสรี เคยวาดไว้ในวงวรรณฯ"