
ทางเลือกรัฐธรรมนูญใหม่
ทางเลือกรัฐธรรมนูญใหม่ : ขยายปมร้อนบายไลน์ โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
ต้องบอกว่า เป็นโจทย์ “หิน” สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาร่วมปีร่างขึ้นมา แม้หลายคนจะยืนยันว่า การลงมติดังกล่าวเป็นอิสระ แต่กระแสข่าวการล็อบบี้เพื่อคว่ำร่างฯ ก็กระหึ่มไปทั่ว
ยิ่งผลการลงมติที่ปรากฏว่า สปช.ที่มียศทางทหารโหวตไปในทางเดียวกัน ยิ่งทำให้น้ำหนักข้อครหามีเพิ่มมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้โจทย์หินโจทย์แรกที่ต้องเผชิญคือ การหาตัวคนมาทำงานในฐานะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
เนื่องด้วยสภาพบ้านเมืองในปัจจุบัน ทำให้คนมีความรู้ความสามารถส่วนหนึ่งเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกระบวนการ ขณะที่ผู้มีความรู้ความสามารถอีกส่วนก็หวั่นเกรงว่า หากเข้ามาทำงานแล้วจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” และคณะ หรือไม่
ทำให้วันนี้ยังไม่สามารถล็อกเป้าได้ว่าใครจะมาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะตำแหน่งประธานกรรมการ ที่วันนี้ชื่อก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ โดยสเปกที่ชัดเจนที่สุดคือ ต้องมีความเข้าใจและความต้องการของ คสช.
ถ้าพูดถึงความรู้ความเข้าใจงานและการทำงานของ คสช. เขาย่อมกินขาดในเรื่องนี้ เพราะเขาเองเป็นหนึ่งใน คสช. และน่าที่จะเขียนกฎหมายให้ออกมาอย่างที่เป้าหมายต้องการได้ มิพักต้องพูดเรื่องความรู้ความสามารถเพราะเขานั้นถูกยกเป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายของประเทศ
แต่ข้อจำกัดก็มีเช่นกัน อาทิ อายุที่ค่อนข้างมาก รวมไปถึงเรื่องที่ว่าเขาพร้อมจะมารับงานนี้หรือไม่ เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็หมายถึงการเสียรังวัดไม่น้อย
แต่ด้วยข้อจำกัดเช่นนี้ บางคนจึงเสนอชื่อ “วิษณุ เครืองาม” ที่ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรีและดูแลด้านกฎหมายให้รัฐบาล ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนั้นไม่เปิดโอกาสให้เขามาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นหากจะมาเป็นจริงๆ เขาต้องลาออกจากการเป็นรองนายกฯ
การที่ชื่อ “วิษณุ” ออกมานั้น เพราะถูกมองว่า หากหาใครที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ แล้ว เขาเองน่าที่จะเหมาะสมกับงานนี้มากที่สุด ทั้งความรู้ความสามารถและความเข้าใจ แต่ด้วยข้อจำกัดเช่นว่า ทำให้น่าสงสัยว่าเขาจะยอมรับงานหรือไม่
อีกทั้งการที่รัฐบาลก็จำเป็นต้องมีนักกฎหมายมือดีร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี ดังนั้นการเก็บเขาไว้ในฐานะรองนายกฯ จะมีประโยชน์กว่าหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ท่าทีล่าสุดของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะทำให้เราได้เห็นภาพการเมืองไทยในอนาคตหากเราเดินหน้าสู่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
การที่เขาออกมายอมรับว่า หากประชามติไม่ผ่านก็จะนำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ฉบับ 2550 และฉบับของกรรมาธิการยกร่างฯ มาปรับปรุงก่อนจะประกาศใช้ ก็จะทำให้ทางเลือกของการผ่านประชามติเป็นงานง่ายขึ้น เพราะจะคล้ายกับเมื่อครั้งประชามติปี 2549 ที่มีโจทย์ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากประชามติไม่ผ่าน คมช.และ ครม.ในขณะนั้นสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดในอดีตก็ได้ ทำให้เกิดกระแสปลุกว่า “ให้รับไปก่อนมิเช่นนั้นอาจจะเจอกับอะไรก็ได้” ทำให้สุดท้ายแล้วเสียงรับก็ชนะไป
ครั้งนี้ก็น่าจะเช่นกัน แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน “คสช.” เองก็สามารถเลือกตัดต่อรัฐธรรมนูญในแบบที่ชอบเพื่อประกาศใช้ แม้ว่าความชอบธรรมอาจจะไม่เท่าการประชามติ แต่ก็การันตีว่าเขาจะได้สิ่งที่ต้องการ
เราจึงได้เห็นคำพูดของ “ประยุทธ์” ที่บอกว่า “วันนี้ผมมาทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยเดินหน้าได้ ผมก็มีสิทธิเอาของผมมาใส่เข้าไปด้วย”
ดังนั้นหลังการทำงานของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ เราก็คงจะได้เห็นว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ตัวเลขโรดแม็พ 20 เดือน คงบวกเพิ่มอีกไม่กี่มากน้อย
และไม่ว่าฉบับที่ร่างโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกโยนโจทย์ชัดๆ ไปให้จะผ่านหรือไม่ สิ่งที่พวกเขาคาดหวังก็จะยังคงได้อยู่ดี เพราะสุดท้ายหากไม่ผ่านประชามติจริงๆ ก็ถึงคราวที่พวกเขาจะเขียนเอง ซึ่งย่อมชัดเจนว่าจะเป็นคุณต่ออนาคตในแบบที่พวกเขาวางเอาไว้



