คอลัมนิสต์

ประชาธิปไตยแบบ'ประยุทธ์'

ประชาธิปไตยแบบ'ประยุทธ์'

15 ก.ย. 2558

ประชาธิปไตยแบบ'ประยุทธ์' : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

              หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ถูกคว่ำกลางสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็มีเสียงเรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบนั้นแบบนี้ สลับกับข่าวลือข่าวปล่อยว่า คนนั้นคนนี้จะมาเป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

              ในรายชื่อที่ถูกขานผ่านสื่อ ก็มีชื่อของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นักนิติศาสตร์ ที่ได้รับการยกย่องเป็น “สถาปนิกสังคม” และบิดาแห่งวิชากฎหมายมหาชนยุคใหม่ ซึ่งอาจารย์อมรได้ปฏิเสธข่าวเรื่องการเป็นประธาน กรธ.ไปแล้ว เนื่องจากตัวท่านเองมีปัญหาเรื่องสุขภาพ

              อันที่จริงหลักคิดการปฏิรูปการเมืองของอาจารย์อมรนั้น เป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก เพราะท่านเป็นนักนิติศาสตร์คนแรกๆ ที่ชี้ให้เห็นพิษภัยของ “ระบอบเผด็จการรัฐสภา” ในที่สุดเผด็จการรัฐสภาได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และต้องหาทางออกด้วย “รัฐประหาร” ถึงสองครั้ง

              อาจารย์อมรเสนอแนวทางการปฏิรูปการเมือง ด้วยการทำลายระบอบเผด็จการรัฐสภามาต่อเนื่อง ด้วยการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การปฏิรูปสถาบันการเมืองของไทย” เมื่อปี 2537 โดยท่านเห็นว่า ประเทศไทยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง มาตั้งแต่ปี 2517 และเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์ในปี 2535

              เผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา แสดงออกผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญคือ บังคับให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง, บังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติพรรค หากฝ่าฝืนต้องพ้นตำแหน่ง และบังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.

              อาจารย์อมรยังชี้ให้เห็นพัฒนาการรัฐธรรมนูญ 3 ระยะ คือ ระยะก่อนปี 2517 ที่ยังไม่มีบทบัญญัติบังคับผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรค, ระยะ 2517–2535 ที่เริ่มมีบทบัญญัติบังคับผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรค และระยะสุดท้ายหลังปี 2535 ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 เป็นต้นมาที่กลายพันธุ์สมบูรณ์แบบเป็นระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา

              การเลือกตั้งในประเทศไทย ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แต่เป็นการเลือกตั้งตัวแทนของพรรคการเมือง (นายทุนธุรกิจ) เพื่อยกมือตามมติของพรรคการเมือง อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพทางการเมืองพื้นฐาน 2 ประการ คือ สิทธิในการสมัคร ส.ส. และสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนโดยอิสระตามมโนธรรมของตน โดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติมอบหมายใด แล้วจะไม่ให้เรียกว่าระบบเผด็จการได้อย่างไร

              “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง (นายทุนธุรกิจ) เปรียบเสมือนการตั้งโต๊ะ (อาหาร) ไว้รอให้บรรดานายทุนรวมทุนกันจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อเข้ามากินบุฟเฟ่ต์ (ผูกขาดอำนาจรัฐและคอร์รัปชั่น)”

              จะว่าไปแล้ว ในการทำรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด คณะทหารได้นำเอาประเด็น “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” มาเป็นหนึ่งในข้ออ้างการยึดอำนาจ

              แนวคิดของอาจารย์อมรข้างต้น ย่อมได้รับการโต้แย้งจาก “นักเลือกตั้ง” และกองเชียร์พรรคการเมือง เพราะพวกเขาจะมองเห็นแต่ด้านดีของพวกตัวเอง และเห็นแต่ด้านร้ายของฝ่ายตรงข้าม

              โดยเฉพาะนักเลือกตั้งบางพรรคมักจะนำเอาคำว่า “เผด็จการรัฐสภา” มาใช้กับพรรคการเมืองคู่แข่ง ขณะที่พรรคการเมืองพวกเขาได้อำนาจปกครองบ้านเมือง ก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกัน

              ถ้าสังเกตคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระยะหลังๆ ก็จะมีการชี้ไปที่ตัวนักเลือกตั้ง ซึ่งเป็นต้นตอบ่อเกิดของปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง

              เหมือนครั้งหนึ่ง คณะปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2501 ได้ให้โฆษกคณะปฏิวัติแถลงเจตจำนงการสร้าง “ประชาธิปไตยแบบไทย” โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ว่าจะใช้แบบตะวันตกไม่ได้

              “ในระบบพรรคของประชาธิปไตยของไทยนี้ ซึ่งมีปัญหาสำคัญที่จะต้องแก้ไขให้ตกไปคือ ทำอย่างไรจะทำให้การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองบังเกิดผลดีต่อประชาธิปไตย...ทางหนึ่งจะต้องมีการจำกัดโดยกฎหมาย เช่นรัฐธรรมนูญบัญญัติให้แยกอำนาจบริหารออกจากอำนาจนิติบัญญัติมากขึ้น ซึ่งจะยังผลให้การเลือกตั้งมีบทบาทต่อการตั้งรัฐบาลน้อยลง”

              โฆษกคณะปฏิวัติ 2501 ยังอธิบายต่อว่า “การเลือกผู้นำทางการเมือง ควรขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ ผู้มีพระราชอำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยไม่คำนึงถึงเรื่องสังกัดพรรค ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นรัฐบาลของชาติโดยแท้จริง มิใช่รัฐบาลของพรรคหนึ่งพรรคใดโดยเฉพาะ”

              ยกเรื่องในอดีตมาเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ ก็เพราะสืบรู้มาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ชื่นชมแนวคิดปฏิรูปการเมืองของอาจารย์อมร และยึดเอาจอมพลสฤษดิ์ เป็นต้นแบบในการปกครองประเทศ

              ฉะนั้น ผู้ใดที่แอบฝันแอบฟุ้งว่า จะปฏิรูปโน่นนี่นั่น ก็ต้องทำใจ เพราะคณะทหารมิได้ยึดแนวประชาธิปไตยแบบโลกสวยอย่างแน่นอน