
'จีน-สหรัฐ'คู่รักจำเป็น
'จีน-สหรัฐ'คู่รักจำเป็น : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี บ้านไท
ประธานาธิบดีของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับประธานาธิบดีที่มีประชาธิปไตยและร่ำรวยที่สุดในโลก พบปะกัน อะไรจะเกิดขึ้น?
และการพบปะกันระหว่างสองผู้นำ สี จิ้นผิง กับ บารัก โอบามา ในปลายเดือนนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?
เวลาวิเคราะห์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ ต้องมองในหลายๆ แง่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของสถานภาพของประเทศในเวทีโลก และสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ
ในประเด็นแรกต้องยอมรับว่า ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ค่อนข้างสูง อาจถึงขั้นอันตราย ทั้งสองฝ่ายเล่นกันหนักเหลือเกิน อาทิตย์ก่อนรัฐบาลจีนแสดงแสนยานุภาพของตัวเองด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ครบเครื่องในวันสวนสนามเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางฝ่ายจีนบอกว่า การเอาอาวุธหนักมาโชว์แบบนี้ถือว่าโปร่งใสสุดๆ ไม่มีปิดบังแบบสมัยก่อน เกือบ 84 เปอร์เซ็นต์ของคลังอาวุธจีนได้นำออกมาโชว์
ส่วนฝ่ายความมั่นคงสหรัฐอเมริกาไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เก็บเป็นความลับ และรู้อยู่แก่ใจว่าอาวุธจีนทั้งหลายทั้งปวงยังล้าสมัยอยู่ ถึงแม้ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาให้ล้ำยุคทั้งด้านเทคนิคและความหลากหลาย โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างโดรน (เครื่องบินที่ไม่มีคนขับ) แต่ปล่อยให้รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความไม่พึงพอใจ ที่ฝ่ายจีนแสดงออกมาว่าเป็นปฏิปักษ์กับญี่ปุ่นมาตลอด
ใครๆ ก็รู้ว่าญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกานั้นสนิทชิดเชื้อมาก ทางด้านยุทธศาสตร์ทั้งสองประเทศถือเป็นหนึ่งเดียวกัน ญี่ปุ่นจะป้องกันตัวเองได้หรือไม่ ไม่ต้องสนใจ ใครๆ ก็รู้ สหรัฐอเมริกามีพันธกิจต้องเข้ามาช่วยในตอนหลัง โดยเฉพาะหลัง ชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่นเริ่มหาพรรคพวกในภูมิภาคที่สามารถสร้างความอุ่นใจในเรื่องป้องกันประเทศ เช่น เข้าหาสมาชิกอาเซียน เวียดนาม และฟิลิปปินส์
ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่ายุ่งในเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ฝ่ายจีนกล่าวหาสหรัฐอเมริกาว่าข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องของคู่กรณีอาเซียน (ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม) กับจีน ประเทศอื่นๆ อย่ามายุ่ง
ฝ่ายสหรัฐอเมริกาตอกกลับว่า ที่ต้องเข้ามายุ่งเพราะว่าคู่กรณีอาเซียนต้องการให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาในภูมิภาคนี้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองสู้กับจีน เห็นว่าจีนในช่วงหลังกร่างมาก เพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ในภูมิภาค
จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐอเมริกาพยายามมุ่งมั่นในการเสริมสร้างพันธมิตรเก่าทั้งห้าให้มีความเข้มแข็งกว่าเดิม (ยกเว้นไทย เพราะมีการยึดอำนาจ) และในขณะเดียวกัน สร้างแนวร่วมทางด้านยุทธศาสตร์ใหม่กับพม่า เวียดนาม เป็นต้น
ในระดับทวิภาคี สหรัฐอเมริกากับจีนมีความร่วมมือในหลายๆ ประเด็น เช่น ความร่วมมือทางด้านไซเบอร์ อวกาศและเทคโนโลยีทางด้านขีปนาวุธ ความร่วมมือเหล่านี้ถือว่าลับสุดยอด แม้ทั้งสองฝ่ายยังกล่าวหาซึ่งกันและกัน ว่ามีการแฮ็กทางด้านสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต
ความจริงทั้งสองมหาอำนาจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกว่าคนทั่วๆ ไปที่เข้าใจและรับรู้กัน ไม่เหมือนสัมพันธ์สหรัฐอเมริกากับรัสเซีย ที่เอาเป็นเอาตาย ประชาชนต่อประชาชนระหว่างอเมริกากับจีนนั้นสนิทสนมกันมากๆ มีนักเรียนชาวจีนไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในอเมริกาเกือบ 1 แสนคนแล้ว นักเรียนอเมริกามาเรียนในจีนหลายหมื่นคนเช่นกัน มาลองเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย เป็นคนละเรื่องกัน
ในประเด็นที่สอง ต้องยอมรับว่า สัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง สี กับ โอบามา ดีมากๆ ดีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของมหาอำนาจประเทศอื่นๆ เช่นมิตรภาพระหว่างโอบามากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งตอนนี้เรียกว่าถ้าทั้งสองคนเจอหน้ากันอาจจะชกหน้ากัน
ในยุคสมัยของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กับปูติน สองคนนี้บุคลิกและนิสัยเข้ากันได้ ทำให้สัมพันธ์สหรัฐอเมริกากับรัสเซียไม่เลวร้ายเกินไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นอย่างที่คาดกันไว้
กลับมาที่มิตรภาพระหว่าโอบามากับสี ทั้งสองเข้าใจดีว่า ทั้งสองประเทศต้องมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ คือสามารถคาดการณ์ได้เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ที่มีต่อกัน เพื่อหลีกการประจันหน้าหรือสร้างความขัดแย้ง พยายามหาจุดร่วมสงวนจุดต่างๆ ให้มากที่สุด
ตอนที่ทั้งสองผู้นำพบกันเมื่อสองปีก่อนที่แคลิฟอร์เนียนั้น ปิ๊งกันมาก ถึงแม้จะต้องใช้ล่ามก็ตาม
ฉะนั้น สัมพันธ์ส่วนตัวของสองผู้นำนี้ มีผลดีต่อทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงคนทั้งโลกด้วย



