คอลัมนิสต์

เตรียมรับมือวิกฤติ2559

เตรียมรับมือวิกฤติ2559

14 ก.ย. 2558

เตรียมรับมือวิกฤติ2559 : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558

              เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนครึ่ง ก็จะสิ้นปี มีโจทย์ของประเทศที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขด้วยสารพัดวิธี ซึ่งก็คือ การเยียวยาภาวะเศรษฐกิจที่ยังโงหัวไม่ขึ้น และวาดหวังว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาในวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท จะช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ขณะเดียวกันก็เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น ฤดูฝนก็จะสิ้นสุดลงพร้อมๆ กับความคาดหวังที่ผูกติดเอาไว้กับโชคชะตาว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนจะเพิ่มมากขึ้นจนพ้นวิกฤติได้ถ้าหากมีมรสุมเข้ามาติดๆ กันหลายๆ ลูก แต่ในสภาพความเป็นจริงก็คือ ขณะนี้ีปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทุกเขื่อน ซึ่งทำหน้าที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูก มีน้ำอยู่ในอ่างไม่เพียงพอสำหรับฤดูกาลผลิตปีหน้าค่อนข้างแน่นอน นั่นหมายความว่า ความหวังที่จะเห็นภาคการเกษตรเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวยิ่งรางเลือน แม้ว่ารัฐบาลจะหว่านเงินลงไปในระบบเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย การจ้างงานและสร้างกำลังซื้อแล้วก็ตาม

              อย่างไรก็ตาม ในเรื่องกำลังซื้อก็ยังนับเป็นปัญหาใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่ปัจจัยด้านความเชื่อมั่น การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศเท่านั้นหากแต่ยังไปผูกติดกับหนี้สินครัวเรือน ซึ่งแม้หนี้สินบางส่วนเป็นไปเพื่อการลงทุน หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อครัวเรือนเป็นหนี้จำนวนมาก จนอาจจะถึงระดับที่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้คืนเสียแล้ว ก็เป็นเรื่องยากยิ่งที่กำลังซื้อจะเกิดขึ้นกับครัวเรือนเหล่านั้น นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นวิกฤติครัวเรือนอันสืบเนื่องมาจากปัญหาทางด้านการเกษตร อย่างเช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติเมื่อปี 2540 ที่ผู้ได้รับผลกระทบหันไปพึ่งพาภาคการเกษตร หากแต่คราวนี้ภาคการเกษตรกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองซึ่งมีงานให้ทำน้อย และค่าแรงงานก็ต่ำด้วย

              ในด้านการส่งออก ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะสิ้นหวังเสียแล้วสำหรับการผลักดันตัวเลขการส่งออกให้กลับมาเป็นบวก หลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขการส่งออกไปเมื่อเร็วๆ นี้ติดลบร้อยละ 3 หรือพูดอีกอย่างก็คือ มูลค่าการส่งออกของไทยลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากความสามารถในการแข่งขัน และการประดิษฐ์คิดค้นสินค้าประเภทนวัตกรรม ซึ่งจะต้องแก้ไขกันต่อไปในระยะยาว กล่าวสำหรับกรณีเฉพาะหน้า การลงทุนภาครัฐและเอกชนซึ่งถือเป็นเครื่องจักรใหญ่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น มีรายงานข่าวว่า แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจในลำดับต่อไปจะเป็นมาตรการกระตุ้นการลงทุนโดยการใช้มาตรการทางภาษีอากรเป็นแรงจูงใจและเร่งรัดให้ภาคเอกชนนำเข้าเครื่องจักร พร้อมกับการลดหย่อนภาษีเพื่อการลงทุนชั่วคราวสำหรับสินค้าทุนนำเข้า ซึ่งก็เป็นอีกความหวังหนึ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

              จากการพิจารณาภาพรวมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่ประชาชนคนรากหญ้านั้น แม้มีแนวโน้มว่า ตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะไม่ใช้แนวทาง ”ประชานิยม” แบบสุดโต่ง หากแต่จะให้น้ำหนักที่ความมั่นคงในอาชีพ และความยั่งยืนพร้อมกันก็ตาม แต่ในระยะสั้น โดยเฉพาะในอีก 3–6 เดือนข้างหน้านี้ มีกรณีเฉพาะหน้าที่รัฐจะต้องเตรียมมาตรการเอาไว้รับมือก็คือ ปัญหาภัยแล้งที่จะรุนแรงกว่าฤดู 2558 และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับกำลังซื้อ และการบริโภคภายในประเทศอย่างยากจะหลีกเลี่ยง โดยภาพรวมก็คือ 3 เดือนนับจากนี้ และปี 2559 ที่กำลังจะมาถึงนั้น มีความเป็นไปได้มากว่า จะเข้าสู่ห้วงยามแห่งความทุกข์ยากของคนไทย ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและฝีมือในการขับเคลื่อนนับจากนี้