คอลัมนิสต์

หยุดชำเราแม่น้ำมูล

หยุดชำเราแม่น้ำมูล

11 ก.ย. 2558

หยุดชำเราแม่น้ำมูล : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

            อาจเป็นข่าวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชายขอบของสังคมไทย เป็นการลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของคนในท้องถิ่น ที่อาจไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความระคายเคืองใดๆ ให้แก่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อวิถีการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มันเป็นครั้งที่ร้อยที่พันของการตอบโต้กันระหว่างนโยบายและการกระทำของภาครัฐที่มีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันเป็นปรากฏการณ์อุบัติซ้ำที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงได้เมื่อใด

            ที่ผมเกริ่นมานี้ก็เพื่อที่จะเล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชาวบ้านจาก จ.ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ในนาม “สมาคมคนทาม” จำนวนกว่า 100 คน ได้ร่วมประกอบพิธีกรรมสืบชะตาแม่น้ำมูล โดยการสู่ขวัญแม่น้ำมูล ณ ริมฝั่งแม่น้ำมูล เขตพื้นที่บ้านร่องอโศก ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ตามความเชื่อและพิธีกรรมที่พวกเขาสืบทอดมาจากคนรุ่นก่อนๆ ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่า เป็นภูมิปัญญาเชิงนิเวศแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน ในการที่จะปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกคุกคามจากนโยบายและการกระทำของภาครัฐ ที่ชาวบ้านมองว่า นี่คือการทำลายล้างระบบนิเวศริมฝั่งแม่น้ำมูล เส้นเลือดใหญ่ของผู้คนในลุ่มน้ำดังกล่าว

            ต้นเหตุของการชุมนุมประกอบพิธีกรรมสืบชะตาแม่น้ำมูลในครั้งนี้ มาจากการที่ภาครัฐโดยกรมเจ้าท่า ได้มีโครงการขุดลอกแม่น้ำมูล พร้อมกับมีการปรับภูมิทัศน์และที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำทั้งสองข้างเพื่อทำเป็นเขื่อนกั้นตลิิ่ง โดยใช้หินและคอนกรีตความยาวประมาณ 7 กิโลเมตร โครงการนี้เกิดขึ้นเหมือนกับหล่นลงมาจากฟากฟ้า โดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับทราบมาก่อน ไม่มีการสอบถามความเห็นของชาวบ้านว่าจะเอาหรือไม่เอา ไม่มีการศึกษาผลกระทบตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้เป็นแนวในการปฏิบัติ โครงการซึ่งไม่มีที่มาที่ไปนี้ ทำให้ชาวบ้านหลายคนมองว่า มันคือความพยายามในการใช้เงินงบประมาณของทางราชการโดยไม่มีเหตุผลอันควร และเหมือนว่าจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างแอบแฝงไว้ด้วย

            ชาวบ้านใน อ.ราษีไศล ในอดีต เคยได้รับชะตากรรมอันเลวร้ายจากผลกระทบของโครงการสร้างเขื่อนราษีไศลมาอย่างหนัก พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้และต่อรองกับอำนาจรัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสียงในการดูแลธรรมชาติและระบบนิเวศในท้องถิ่นของพวกเขา การต่อสู้อันยืดเยื้อยาวนานทำให้พวกเขาเริ่มฉลาดและรู้เท่าทันเกมกลของอำนาจรัฐในการจัดการฐานทรัพยากรที่บิดเบี้ยว และไม่สนใจผู้คนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชนท้องถิ่น การต่อสู้ในครั้งนั้น ทำให้พวกเขาเรียนรู้และสรุปบทเรียนอย่างแจ่มชัด จนต่อมาได้ร่วมกันจัดตั้ง “สมาคมคนทาม” ขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ในการจัดการทรัพยากรของตนอย่างเคารพในจิตวิญญาณของธรรมชาติ เพื่อให้มันคงอยู่อย่างยั่งยืนในอนาคต

            เมื่ออยู่ๆ ภาครัฐเข้ามาดำเนินโครงการที่ดูไม่ค่อยมีเหตุผลมีผล และไม่เคารพสิทธิเสียงของชาวบ้าน คนราษีไศลและคนลุ่มน้ำมูลก็คงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้อีกต่อไป พวกเขาเห็นว่า โครงการกระทำชำเราแม่น้ำมูลในครั้งนี้จะส่งผลให้พื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณดังกล่าวถูกทำลายไปในทันที โดยเฉพาะป่าทามราษีไศล อันเปรียบเสมือนมดลูกใหญ่ของลุ่มน้ำมูล ที่ก่อกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของผู้คนมายาวนาน

            ในการชุมนุมต่อต้านและประกอบพิธีกรรมสืบชะตาแม่น้ำในครั้งนี้ ชาวบ้านได้เสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 3 ประการต่อทางจังหวัด คือ 1.ให้หยุดโครงการขุดลอกแม่น้ำมูลโดยทันที 2.ให้มีการตรวจสอบไต่สวนกระบวนการและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมปรึกษาหารือกับชุมชนท้องถิ่นก่อนดำเนินการใดๆ ในแม่น้ำมูล และสุดท้ายให้มีกระบวนการวางแผนการจัดการน้ำโดยประชาชนมีส่วนร่วม ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาจากภาครัฐหรือไม่ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

            การเข้ามาจัดการทำเขื่อกันตลิ่งและปรับภูมิทัศน์แม่น้ำมูล ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในพื้นที่บ้านร่องอโศก แต่ได้เกิดขึ้นและดำเนินการเสร็จไปแล้วในริมฝั่งแม่น้ำมูลของบ้านห้วยขะยุง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่ริมตลิ่งแม่น้ำมูลถูกเขื่อนคอนกรีตและหินแข็งกระด้างเข้ามาแทนที่เป็นระยะทางยาวสุดลูกหูลูกตา จนทำให้ฟากฝั่งของแม่น้ำมูลกลายเป็นเสมือนแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในท้องถิ่น ใช่ มันดูสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ แต่ว่านี่คือการกระทำที่ทำลายระบบนิเวศริมฝั่งแม่น้ำให้ย่อยยับจนไม่อาจกู้คืนได้อีก ทำไมกรมเจ้าท่าถึงไม่คำนึงในเรื่องนี้ ทั้งที่รู้กันอยู่ว่าระบบนิเวศของแม่น้ำนัั้นมีความสำคัญอย่างไร

            หยุดโครงการกระทำชำเราแม่น้ำมูล เสียทีเถอะ ชาวบ้านเขาขอร้อง