
อย่าชักใบให้เรือเสีย
อย่าชักใบให้เรือเสีย : กระดานความคิด น้ำเชี่ยว บูรพา
ขวบเดือนหลังการตัดสินใจ “ยกเครื่อง” ปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากรัฐนาวาลำนี้เกือบจะต้องอับปางลงจากการที่ต้องโล้ลมโต้คลื่นมรสุมเศรษฐกิจชนิดที่แทบจะเอาตัวไม่รอดมาแล้ว
ดูเหมือนมรสุมทางเศรษฐกิจยามนี้จะเริ่มสงบลง หลังจากทีมเศรษฐกิจชุดใหญ่ ที่รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จัดมาเต็มกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า วงเงินกว่า 1.36 แสนล้านบาท ผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้าน หน่วยงานในระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท ของส่วนราชการในภูมิภาคอีกกว่า 4 หมื่นล้าน
เป็นการงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าที่ถอดแบบมาจาก “นโยบายประชานิยม” มาเต็มสูบ เล่นเอาเกจิทางการเมืองน้อยใหญ่ไปไม่เป็น!
ถัดมาอีกสัปดาห์คณะรัฐมนตรีก็อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาอีกชุด ด้วยมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี 4-5 แพ็กเกจ เพื่อให้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ มีทั้งการอัดฉีดเงินกู้ผ่านกลไกแบงก์รัฐ ธนาคารออมสิน ที่จะปล่อยกู้ซอฟท์โลนกว่า 1 แสนล้านบาท ให้แบงก์พาณิชย์นำไปปล่อยกู้กิจการเอสเอ็มอีอีกต่อในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 4% การปรับเงื่อนไขการค้ำประกันวงเงินอีก 1 แสนล้าน ผ่านกลไกบรรษัทประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมมาตรการทางภาษีช่วยเหลือกิจการเอสเอ็มอีอีกชุดใหญ่
ยังไม่หนำใจ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กันยายน ยังอนุมัติให้เพิ่มวงเงินตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลเพิ่มขึ้นอีก 1,638 ล้านบาท จากเดิมที่ได้อนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับตำบลไป 36,275 ล้านบาท ทำให้งบประมาณจากโครงการนี้ที่จะลงไปสู่ระดับตำบลนั้น เพิ่มขึ้นเป็น 37,913 ล้านบาท
แต่กระนั้นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายรากหญ้าและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจข้างต้นเหล่านี้ ก็เป็นเพียง ”มาตรการระยะสั้น” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดึงความเชื่อมั่นที่กำลังเตลิดเปิดเปิงของผู้คนให้กลับคืนมาเท่านั้น หนทางในอันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและวางรากฐานการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวยังคงจำเป็นต้องอาศัยโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอยู่ดี
หนึ่งในจำนวนโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวได้ว่าเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นรากหญ้าและถือเป็นนโยบายประชานิยมขนานแท้ที่ทุกฝ่ายเพรียกหาอย่างแท้จริงนั้น ก็คือการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz เพื่อออกใบอนุญาตมือถือระบบ 4จี ที่ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ “กสทช.” กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
อย่างที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ออกมาระบุก่อนหน้านี้ ในภาวะที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐแทบไม่มีหลงเหลือแล้ว จึงมีแค่การประมูลคลื่นความถี่รอบนี้ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยประเมินเม็ดเงินที่ได้จากการประมูลเฉพาะคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ 2 ใบอนุญาต ที่ กสทช.จะเปิดประมูลวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ไม่น่าจะต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท และยังมีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะประมูลในวันที่ 15 ธันวาคมอีก
ขณะที่ผู้ประกอบการที่ได้ใบอนุญาตที่ต้องไปลงทุนก่อสร้างโครงข่ายอีกรายละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนและจ้างงานทางอ้อมที่เกี่ยวเนื่องจากบริการ 4จี ตามมาอีกจำนวนมาก “ผลการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ 1.6-1.8 แสนล้านบาท ในปี 2559 และ 2.6 แสนล้านบาท ในปี 2560 รวมแล้วจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว”
เหนือสิ่งอื่นใดการเปิดประมูล 4จี ที่กำลังจะมีขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบหว่านแห หรือโปรยเม็ดเงินลงไปแล้วหายจ้อย เช่นโครงการประชานิยมอื่นๆ แต่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวไปถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่แท้จริงอีกด้วย
ความสำเร็จของมือถือ 3จี ที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยามนี้คือบทพิสูจน์! หากจะมีหน่วยงานใดคิดจะชักใบเรือให้เสียรัฐบาลจำเป็นต้องตระหนักให้ดี!



