คอลัมนิสต์

พลังโซเชียลมีเดีย'ดาบสองคม'

พลังโซเชียลมีเดีย'ดาบสองคม'

10 ก.ย. 2558

พลังโซเชียลมีเดีย'ดาบสองคม' : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 ก.ย.2558

              กรณีเด็กหญิงใช้โซเชียลมีเดียแจ้งผู้ปกครองหรือแม่ของตนเองบอกว่าถูกรถตู้ลักพาตัว และเรื่องราวดังกล่าวถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเน็ตทั้งหลายรับรู้เรื่องดังกล่าวต่างช่วยกันโพสต์และแชร์ต่อกันไปเพื่อช่วยเหลือติดตามเด็กหญิงผู้นี้ แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นดังนั้น เพราะข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่าเด็กหญิงสร้างเรื่องขึ้นมาเอง เพื่อหลอกลวงผู้ปกครอง เนื่องจากไปเที่ยวกับแฟนหนุ่มจนดึกไม่กล้าเข้าบ้านจึงสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอด แต่ผลจากการกระทำได้สร้างความตื่นตระหนกต่อคนรอบข้างและผู้ที่ปรารถนาดีต้องการช่วยเหลือ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เร่งรีบเข้ามาดำเนินการ แต่สุดท้ายกลายเป็นเรื่องกุขึ้นที่ทำให้เกิดการตื่นตระหนก จนกลายเป็นคำถามในสังคมถึงการกระทำดังกล่าว

              กรณีลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2557 ก็มีข่าวเด็กนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.สระบุรี อ้างว่าถูกคนร้ายเป็นแก๊งรถตู้สีขาวพยายามจะจับตัวฉุดกระชากพาขึ้นรถ แต่ลูกพี่ลูกน้องอีกคนได้ช่วยเหลือยื้อแย่งกับคนร้ายเอาไว้ จนกระทั่งเสื้อผ้าฉีกขาดวิ่น ก่อนจะพากันหลบหนีเข้าบ้านชาวบ้านในละแวกดังกล่าว จนทำให้เกิดการส่งต่อข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตจนเกิดกระแสเฝ้าระวังและหวั่นกลัวแก๊งรถตู้จับเด็ก แต่สุดท้ายตรวจสอบพบว่าเหตุดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องที่เด็กหญิงสร้างขึ้นเพราะไม่ต้องการไปโรงเรียน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่เป็นบทเรียนที่สังคมต้องตระหนัก แต่ต้องพิจารณาถึงการรับรู้ข่าวสารที่ต้องใช้ความรอบคอบและตรวจสอบความถูกต้องด้วย

              เหตุการณ์วางระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร เป็นอีกปรากฏการณ์ของโซเชียลมีเดียที่เห็นได้ทั้งในแง่บวกและด้านลบ ในแง่บวกมีการส่งต่อข้อมูลเหตุการณ์ทั้งภาพและคลิปวิดีโอที่รวดเร็ว สร้างพลังรวมตัวรณรงค์ต่อต้านความรุนแรง แต่ในอีกด้านก็มีการส่งต่อข้อมูลเท็จ อาทิ การประกาศ คสช.ให้สถาบันการเงิน สถานที่ราชการและสถาบันการศึกษาปิดทำการ รวมทั้งการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิตที่ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการส่งต่อภาพพยานในเหตุการณ์ที่อาจมีผลในเรื่องความปลอดภัยของพยานด้วย ซึ่งทางการได้ออกมาเตือนถึงการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งบางประเด็นยังถูกแชร์และเผยแพร่จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระพือให้เกิดความตื่นตระหนกทั้งที่ไม่ใช่ข้อมูลเป็นจริง

              โลกออนไลน์ยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมมากมาย ทั้งการล่อลวงทางเพศ การหลอกลวงขายสินค้า แชร์ลูกโซ่ เป็นปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การค้ายาเสพติด ไปจนถึงการสร้างกระแสเพื่อหวังผลด้านการเมืองของกลุ่มต่างๆ อีกด้วย เพราะถ้าจุดติดก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นพลังโซเชียลมีเดียจึงเปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้านำไปใช้ในด้านดีเพื่อสร้างสรรค์จะก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคมได้อย่างมาก แต่หากถูกใช้ไปในด้านลบย่อมเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่ผู้รับข่าวสารได้ใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนหรือยัง และตระหนักถึงพลังของสังคมออนไลน์โดยไม่ตกไปเป็นเครื่องมือช่วยกระพือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ชัดเจนขาดการตรวจสอบ จึงควรคิดทุกครั้งก่อนแชร์หรือโพสต์สิ่งใดก็ตาม