คอลัมนิสต์

ยุโรปจะมีจิตใจเอื้ออารีหรือไม่

ยุโรปจะมีจิตใจเอื้ออารีหรือไม่

08 ก.ย. 2558

ยุโรปจะมีจิตใจเอื้ออารีหรือไม่ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

              สหภาพยุโรปหรืออียูกำลังเจอวิกฤติหลายมิติ ทางการเมือง เศรษฐกิจสังคม ที่ร้ายที่สุดคือปรากฏการณ์ที่ถือว่าเป็นการทดสอบความรู้สึกชั่วดีของกลุ่มประเทศที่ได้รับยอมรับจากทั่วโลกว่าร่ำรวยและมีคุณธรรมเปี่ยมด้วยคุณธรรมที่สุดในโลก ปัจจุบันอียูมี 28 ประเทศ มีเยอรมนีเป็นประเทศแรกที่ออกมา ประกาศชัดว่าจะรับผู้ลี้ภัยประมาณ 1.2 แสนคน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เงียบสนิท ทั้งๆ ที่ผ่านมาได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ประเทศอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น ประเทศในสแกนดิเนเวียก็เช่นกัน ไม่รู้สึกไม่อยากรับผู้อพยพเหล่านี้ เพราะการเมืองเรื่องเชื้อชาติและสีผิวยังมีปัญหาในรั้วบ้านตนเอง นี่เป็นสาเหตุหลักอธิบายได้ว่าทำไมกลุ่มฝ่ายขวาต่อต้านผู้ลี้ภัยมักจะได้คะแนนเสียง

              ตอนนี้ทั่วโลกเริ่มเข้าใจถึงปัญหารากลึกของผู้ลี้ภัยจากโลกที่สามโดยเฉพาะจากทวีปแอฟริกาเหนือ (ลิเบีย ซีเรีย) ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเศรษฐกิจหรือการเมืองก็ตาม ที่หลั่งไหลเข้าไปในยุโรป สถานการณ์ในทวีปแอฟริกาเหนือดูแนวโน้มคงเลวลงเรื่อยๆ เพราะในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เยเมน โซมาเลีย ซูดานเหนือ-ใต้ กลุ่มโจรผู้ร้ายเรียกค่าไถ่ กลุ่มมุสลิมและกลุ่มแยกดินแดนต่างๆ ที่ต่อสู้ยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรชัดเจนว่าต้องการสันติภาพ เมื่อเป็นเช่นนั้นชาวบ้านตาดำๆ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรต้องออกนอกประเทศไปยังยุโรป ทางรัฐบาลอียูตอนนี้ต้องปรึกษาหาทางออกพร้อมกัน จะผลักดันปัญหานี้ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้อีกแล้ว

              ในอนาคตยุโรป อาจจะเผชิญปัญหาแบบใหม่เพราะจำนวนประชากรของเจ้าของประเทศลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ลี้ภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมจะถูกกระทบกระเทือนเปลี่ยนไปอีกมาก ตัวอย่างเช่นคนแอฟริกาหรือมาจากอัฟกานิสถาน พอหนีเข้าไปในฮังการี ซึ่งไม่เคยมีนโยบายรับผู้ลี้ภัยมาก่อน อยากไปอยู่ที่อื่น

              ตอนนี้อียูกำลังเจรจากันอยู่ว่าจะแก้ไขปัญหาวิกฤติผู้ลี้ภัยอย่างไรดี อาจจะต้องมีการแก้ข้อกฎหมายที่ให้ประเทศสมาชิกแรกที่เจอผู้ลี้ภัยให้รับไว้ ในกลางเดือนกันยายน ผู้นำอียูจะประชุมใหญ่และตัดสินใจว่าจะมีการแบ่งภาระหรือไม่ คือให้แต่ละประเทศสมาชิกอียูมีโควตารับคนเหล่านี้ ต้องยอมรับอีกเหมือนกันว่า บรรดาผู้อพยพเหล่านี้ต้องการไปเพียงสอง-สามประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือประเทศในสแกนดิเนเวียเท่านั้น

              หันมาดูแถวบ้านเราบ้าง ไทยเป็นประเทศที่ได้รับและดูแลผู้อพยพมากที่สุดจากเวียดนาม กัมพูชา ลาวและเมียนมาร์มากที่สุด ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นหลังสงครามอินโดจีน หรือภัยพิภัยอะไรก็ตามแต่ ไทยจำยอมรับ ที่ผ่านมาไทยมักตกเป็นเป้าหมายขององค์การระหว่างประเทศถูกต่อว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย พอมาถึงกรณีของอียู กลุ่มเหล่านี้กลับแสดงความเข้าอกเข้าใจต่ออียูไม่ได้ติเตือนอะไรเลย

              ตอนนี้ไทยเราต้องเตรียมตัวให้ดี ฤดูมรสุมใกล้สิ้นสุดแล้ว กลุ่มลักพามนุษย์คงจะเริ่มปฏิบัติการอีก หลังจากที่เป็นข่าวใหญ่ต้นปีว่ามีกลุ่มโรฮิงญาทะลักเข้ามาไทย จนเป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงผลักดันออกไป ทำให้ไทยถูกประณามไปทั่วโลก ฉะนั้นช่วงนี้กองทัพเรือต้องออกลาดตระเวนให้ดีล่วงหน้าไปก่อน ครั้งนี้ต้องร่วมมือกับทางการพม่าและบังกลาเทศ ซึ่งเป็นต้นต่อของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ผู้เขียนยังเชื่อว่าไทยต้องเซ็นสนธิสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยปี 1951 ให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลไทยกลัวมากๆ ว่า ถ้าเซ็นสนธิสัญญานี้ จะทำให้ผู้อพยพในพื้นที่มีมากขึ้น และในที่สุด เจ้าของบ้านจะไม่สามารถผลักดันผู้อพยพเหล่านี้ออกนอกประเทศได้ ความรู้สึกนี้น่าจะสลัดทิ้งไปได้แล้ว สภาพความเป็นจริงคือท้ายที่สุดไทยก็รับภาระอยู่ดี เพราะลึกๆ ไม่ได้แพราะมันขัดความรู้สึกคนไทยที่ว่าต้องช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก ในอนาคต ประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยกำลังจะเป็นปัญหาเรื้อรังอันดับหนึ่ง ประเทศในอาเซียนและในอียูรวมทั้งประเทศอื่นๆ ต้องช่วยกันหาทางออก หามาตรการที่ดีได้ผลในการดูแลผู้อพยพเหล่านี้ มิฉะนั้นไม่มีประเทศไหนจะเอาตัวรอดแน่