
เมื่อโรดแม็พผ่านแยกสำคัญถึงเวลาต้องอ้อม
เมื่อโรดแม็พผ่านแยกสำคัญ ถึงเวลาต้องอ้อม : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อนพัทย์ ดีช่วย
ตัดสินกันไปเรียบร้อยแล้วกับว่าที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงอดีต จากการถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติ “คว่ำ” ไปด้วยคะแนนเสียง 135 ต่อ 105
อย่างไรก็ตามหากดูตามโรดแม็พของ คสช. ต้องบอกว่าขณะนี้ได้ผ่านจุดทางแยกสำคัญทางที่หนึ่งมาแล้ว กล่าวคือไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงไปสู่การเลือกตั้ง ตามที่เขียนไว้แต่แรกคือ ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. ผ่านประชามติ และก้าวสู่การเลือกตั้งในเดือนกันยายน
แต่ครั้งนี้เส้นทางสู่การเลือกตั้งต้องเลี้ยวอ้อมออกไปบ้าง เพราะทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่กะเกณฑ์เอาไว้
จากนี้ถนนเส้นใหม่ที่เลี้ยวเข้ามาจะประกอบด้วย การแต่งตั้ง “คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่ง “หัวหน้าคสช.” จะตั้งขึ้นมาเองภายใน 30 วัน และมีเวลาในการหล่อหลอมรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้เวลา 180 วัน ซึ่งหลายคนมองว่ากรรมการยกร่างฯ ไม่น่าที่จะเริ่มทำเนื้อหาใหม่ทั้งหมด แต่น่าจะหยิบร่างฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” มาปรับเสริมเติมแต่ง เพิ่มบางสิ่ง หรือหยิบบางสิ่งออกไป
จากนั้นก็ถือว่าขึ้นทางด่วนบายพาสไปสู่การทำประชามติ โดยคราวนี้ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของใครหรือสภาใดๆ อีกทั้งสิ้น โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเอง
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “นายกฯ” ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก และได้ขึ้นเวทีพูดกับประชาชนที่ศูนย์แสดงสินค้าและศูนย์ประชุมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลนครแม่สอด ซึ่งมีการกล่าวถึงเรื่องรัฐธรรมนูญไว้ด้วย โดยฝากกับประชาชนว่าต้อง “ต้องคิดเอง และคิดเป็น”
นายกฯ ระบุว่า “เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้สิ่งที่ทำวันนี้เป็นอย่างต่อเนื่องในอีก 10-20 ปี ท่านไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นหรือ จะให้มันแกว่งไปแกว่งมาแบบนี้หรือ ที่ผมพูดคือย้อนถึงเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย ท่านไปดูเอาแล้วกัน มีหลายมาตรา และต้องคิดเป็นแล้วว่า ประเทศไปได้หรือไม่ และคิดว่าถ้าไม่มีตัวนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น อย่าให้เขามาชี้นำว่าไม่เป็นประชาธิปไตยสากล เรามีมา 83 ปีแล้ว และมันเป็นอย่างนี้ไง ท่านต้องคิดเอง ต้องคิดเป็นแล้ว”
หากจะวิเคราะห์คำพูดของ “บิ๊กตู่” ณ วันนั้น ก็เหมือนกับว่าได้มองไปถึงการฝากประชาชนในการตัดสินร่างรัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อมาถึงฉากที่ประชาชนจะเป็นผู้ชี้ชะตาแล้ว ก็ต้องกาบัตร โดยไม่ให้นักการเมืองมาชี้นำ
รวมถึง “นายกฯ” ยังอธิบายกับประชาชน ถึงบางมาตราที่ถูกโจมตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็เพื่อไม่ให้ประเทศอยู่ในสภาพ “แกว่งไปแกว่งมา” เหมือนก่อน ซึ่งมาตรา 260 ที่ให้มี “การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” นั้นก็มาจากรัฐบาลเอง ที่ต้องการให้มีกลไกที่ผลักดันการปฏิรูป ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจจะด้วยความไม่ไว้ใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
ซึ่ง “พล.อ.ประยุทธ์” เองให้ความเห็นในลักษณะนี้ไว้บ่อยครั้ง จนถึงมีการท้าให้ฝ่ายการเมืองลงสัตยาบันหรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เกิดปัญหาแบบที่แล้วมาอีก
และจากคำพูดเช่นนี้ทำให้มองได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต เนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิรูปและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองก็จะยังคงอยู่ต่อไป เพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสูงสุด ณ ขณะนี้
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นได้ระบุไว้ถึงในระหว่างการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างฯ เดิมถูกตีตกไปว่า ให้กมธ.ยกร่างฯ (ที่ตั้งขึ้นมาใหม่) รับฟังความคิดเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน ประกอบด้วย
เชื่อว่าการจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศจากนี้ไปภาคประชาชน รวมไปถึงนักการเมือง น่าจะเข้ามามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เพราะถึงวันนั้นจะไม่มีตัวตัดไฟอย่าง สปช. ในวันนี้ หากเนื้อหารัฐธรรมนูญนำมาซึ่งความขัดแย้ง ก็จะตรงเข้าสู่กระบวนการประชามติทันทีที่เขียนเสร็จเรียบร้อย
ต้องรอดูว่ารัฐบาล หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น จะใช้เวที หรือกลไกใดในการรวมรวบความเห็นนี้ และตกผลึกออกมาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นำไปสู่กฎหมายสูงสุดอันเป็นที่ยอมรับ
แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าอย่างไร การยกร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากใคร จาก “กรรมาธิการ” หรือ “กรรมการ” ก็ล้วนแล้วแต่ต้องตอบสนองต่อ คสช. ทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าอย่างไร คำว่า “ไม่เสียของ” ก็ยังคุมโรดแม็พทั้งหมดอยู่นั่นเอง



