
คอร์รัปชั่นผลาญคร่าชีวิต
คอร์รัปชั่นผลาญคร่าชีวิต : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 4 กันยายน 2558
ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว ผลแห่งคดีลอบวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา จะมีบทสรุปออกมาอย่างไร หากแต่บาดแผลหนึ่งที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้สังคมไทยต้องช่วยกันหาหนทางเยียวยาก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น เข้ามาเป็นหนึ่งปัจจัย "อำนวยความสะดวก” ให้ต่างชาติเข้ามาก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนไทยถึงขนาดเสียเลือดเสียเนื้อ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ เปรียบไปก็เหมือนขบวนการโกงกิน อุทิศวิญญาณในหน้าที่ความรับผิดชอบหรือแม้แต่ศีลธรรมจรรยาอันมนุษย์ทั่วไปพึงยึดถือให้แก่เหล่าอาชญากร แลกกับอามิสสินจ้างน้อยนิด การกระทำเช่นนี้นอกจากจะเป็นความอัปยศอดสูที่รัฐบาลจะต้องเร่งรัดกวาดล้างแล้ว ถ้าหากสังคมยังเพิกเฉยหรือลืมง่ายเหมือนกรณีอื่นๆ อีกหลายเรื่อง โอกาสที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความวิบัติย่อยยับก็แลเห็นอยู่ไม่ไกล
ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ ระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง อันเป็นต้นทางกระตุ้นให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง และได้ลุกลามเข้าไปในทุกๆ อณูเนื้อของสังคม กว้างใหญ่ไพศาล ทุกซอกทุกมุม เท่าที่ผลประโยชน์ในระบบทุนอันเกื้อกูลการเมืองอย่างผิดกฎหมายจะเข้าไปถึง จนเกิดการโกงกินกันทุกระดับ ทุกมิติ ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ เรียกว่าจับตรงไหนก็เจอการคอร์รัปชั่นตรงนั้น สังเกตได้จาก ทุกๆ ครั้งที่เกิดข่าวใหญ่ขึ้นมา จะต้องมีปัญหาเรื่องสินบน เงินใต้โต๊ะเข้าไปเกี่ยวข้อง นั่นก็เพราะว่า บรรดาการกระทำผิดคิดมิชอบ หรือผู้ประกอบการที่ไร้ซึ่งธรรมาภิบาลต่างๆ นั้น จะต้องอาศัยมือไม้ของราชการที่ "รู้เห็นเป็นใจ” เปิดทางอำนวยความสะดวกให้ด้วย เริ่มต้นจากค่าน้ำร้อนน้ำชาในอดีต พัฒนาเป็นค่าอำนวยความสะดวกแบบยื่นหมูยื่นแมว ค่าคอมมิชชั่น ขึ้นไปจนถึงระดับชาติ อย่างเช่นโครงการต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายต่างๆ ฯลฯ
แต่ถึงกระนั้น สังคมไทยก็มีความพยายามเสมอมาเช่นกัน ในอันที่จะเอาชนะการฉ้อราษฎร์บังหลวงให้ได้ อย่างการเกิดขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ(ป.ป.ป.) ที่ยกระดับเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่สามารถพิชิตความเลวร้ายนี้ได้ เพราะระบอบอุปถัมภ์และเครือข่ายเติบใหญ่ก้าวรุดอย่างรวดเร็ว การปฏิรูปการเมืองอันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็เป็นความพยายามหนึ่งที่จะหยุดยั้งการทุจริตคิดคดที่พัฒนารูปแบบแยบยลขึ้นเป็นลำดับ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของศาลฎีกาก็ถือกำเนิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และก็ยังคงหลักการไว้ในฉบับปี 2550 หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นั่นก็เป็นเพราะ สัญญาประชาคมเห็นตรงกันว่า กระบวนการยุติธรรมสูงสุดคือที่พึ่งและทางออกของสังคมไทยในอันที่จะกำจัดมะเร็งร้ายให้สิ้นซาก
เป็นเวลา 18 ปีเต็มที่แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แสดงให้สังคมได้แลเห็นว่า หนทางของการปฏิรูปการเมืองที่สามารถจับต้องได้ คือการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและเข้มข้น ซึ่งก็ยึดถือเอาความยุติธรรมสูงสุดในกระบวนการตรวจสอบการกระทำอันไม่ชอบต่างๆ ของนักการเมืองเป็นหมุดหมาย มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยต้องโทษทัณฑ์ ทั้งที่หนีคดีและยอมจำนนรับใช้กรรม แต่ก็ยังมีอีกความพยายามหนึ่งที่จะให้พวกตนรอดพ้น รวมไปถึงทำลายกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งในบรรยากาศของการปฏิรูปประเทศยามนี้ สังคมไทยพึงตระหนักว่า ภัยจากการคอร์รัปชั่นนั้น ได้พัฒนาเลวร้ายถึงขั้นทำลายล้างชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทยมาก่อน



