
เร่งสร้างความเชื่อมั่น
เร่งสร้างความเชื่อมั่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่3ก.ย.2558
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 3 แพ็กเกจที่กระทรวงการคลังนำเข้าสู่การพิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นให้การช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยเกิดการหมุนเวียนมากขึ้น และเพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแผนที่จะเน้นการพัฒนาด้านการลงทุนในประเทศครั้งใหญ่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อกระจายการเติบโตไปยังภูมิภาค หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้เปิดตัวหารือกับสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ ภาคเอกชน เพื่อหาความร่วมมือ ว่าภาคเอกชนจะช่วยรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว มีเม็ดเงินรวมประมาณ 136,000 ล้านบาท โดยเป็นมาตรการพยุงเศรษฐกิจระยะ 3 เดือน ซึ่งดำเนินการได้ทันทีหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ประกอบด้วย 1.ปล่อยกู้สินเชื่อให้แก่กองทุนหมู่บ้าน วงเงิน 59,000 ล้านบาท เป็นการปล่อยกู้ 0% นาน 2 ปี แต่มีเงื่อนไขการปล่อยกู้ คือห้ามนำไปใช้หนี้เดิม ต้องนำไปประกอบอาชีพ 2.จัดสรรเงินแบบให้เปล่าตำบลละ 5 ล้านบาท จำนวนกว่า 7,000 ตำบล รวมวงเงิน 35,000 ล้านบาท เพื่อจ้างงานในชนบท และ 3.จัดงบลงทุนให้ส่วนราชการที่เสนอโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าว่าทั้ง 3 มาตรการต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อพยุงเศรษฐกิจในปีนี้ให้จีดีพีโตได้ร้อยละ 3 เพื่อประสานกับการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า
หากพิเคราะห์กันดูแล้วปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างจากฟองสบู่แตกในปี 2540 เพราะครั้งนั้นผู้มีรายได้น้อยไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจ การส่งออกยังคงไปได้ แต่ปัญหาเกิดกับภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรืออาจจะพูดได้ว่าคนรวยจุก คนจนไม่ลำบาก แต่ในปัจจุบันสถานการณ์กลับกันปัญหาเกิดกับประชาชนในระดับล่าง หากถ้าปล่อยให้ระดับล่างหรือผู้มีรายได้น้อยตกอยู่ในสถานะลำบากเป็นระยะเวลานานๆ ผลพวงของปัญหาจะกระทบต่อเศรษฐกิจได้ ดังนั้นมาตรการของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ออกมาน่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เรียกได้ว่ามาถูกทางแล้วที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในภาคเกษตรซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการปล่อยเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนผ่านกองทุนหมู่บ้าน และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คงช่วยส่งผลดีในระยะสั้น เป็นการพยุงเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นได้ จึงต้องระวังผลกระทบเรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบจะเพิ่มขึ้น ผู้ปล่อยกู้จึงต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้คืนของผู้กู้ด้วย ไม่เพียงแต่ผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น รัฐบาลต้องหามาตรการมากระตุ้นจากกลุ่มที่ไม่ได้มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งเวลานี้กลุ่มคนระดับกลางไปจนถึงสูงที่มีรายได้ประจำ คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากวัฏจักรเศรษฐกิจรอบนี้มากนัก เพียงแต่ยังไม่มีการใช้จ่ายเพราะขาดความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ภาครัฐจึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นพร้อมหามาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายโดยอาจนำเครื่องมือด้านภาษีต่างๆ เข้ามาช่วย



